อุทัยเทวี

ณ เมืองบาดาล ธิดาพญานาคตนหนึ่งต้องการอยากจะออกมาพบเจอกลับโลกภายนอก จึงแอบหนีมาเที่ยวยังเมืองมนุษย์ และได้เกิดพบรักกับรุกขเทวดารูปงามที่สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไม้ริมสระน้ำ ด้วยความรักที่มีให้แก่กัน ธิดาพญานาคจึงได้ตั้งครรภ์และคลอดลูกออกมาเป็นไข่หนึ่งฟอง นางได้ใช้จึงสไบห่อไข่และพ่นพิษคุ้มครองไข่เอาไว้ก่อนจะกลับลงสู่เมืองบาดาลดังเดิม และหวังว่าลูกของตนจะปลอดภัยจากอันตรายทุกประการ แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะเมื่อเวลาผ่านไป ไข่ก็ฝักเป็นเด็กน้อยออกมา แต่ระหว่างที่เด็กน้อยกำลังจะลืมตาดูโลก บังเอิญมีนางคางคกผ่านมาเห็น และแอบกินไข่จนตายด้วยพิษของนางพญานาค เด็กหญิงที่เพิ่งเกิดลืมตามาเห็นนางคางคกก็คิดเอาเองว่านางคางคกเป็นแม่ของตน จึงได้อาศัยอยู่ในซากคางคกเน่าๆนั้นต่อไป จนกระทั่ง มีตายายคู่หนึ่งบังเอิญผ่านมาเห็นเด็กน้อย ก็เข้าช่วยเหลือเลี้ยงดูด้วยความสงสาร และตั้งชื่อให้ว่า “อุทัยเทวี” เวลาผ่านไป นางอุทัยเทวีเติบโตขึ้นเป็นสาวสวยและได้แต่งงานกับเจ้าชายสุทธราช ก่อนการแต่งงานตากับยายได้ยื่นข้อเสนอให้เจ้าชายสร้างสะพานทองเชื่อมระหว่างวังและบ้านเพื่อจะได้ไปมาหาสู่กันได้ เจ้าชายตกลงตามข้อเสนอของตายาย นางอุทัยเทวีจึงได้เป็นสะใภ้แห่งเมืองหลวง แม้ว่านางอุทัยเทวีจะได้เข้าไปเป็นสะใภ้แห่งเมืองหลวงแล้ว มารดาของเจ้าชายก็ยังไม่ชอบใจนางเท่าไรนัก จึงพยายามหาทางให้ลูกของตนตกไปเป็นของสาวอื่น ความพยายามของมารดาเจ้าชายสำเร็จเมื่อเจ้าชายต้องไปแต่งงานใหม่กับเจ้าหญิงฉันทนา โดยมีนางอุทัยเทวีตามไปด้วยตามสัญญา เจ้าหญิงฉันทนาไม่ชอบใจนางอุทัยเทวี และคิดจะกำจัดเสียให้พ้นทาง แต่เคราะห์ดีที่พ่อของนางอุทัยเทวีมาช่วยไว้ทัน นางอุทัยเทวีจึงรอดชีวิตและรอแก้แค้นนางฉันทนาอยู่นอกวัง ด้วยความกลุ้มใจกลัวว่านางอุทัยเทวีจะเป็นผีมาหลอก ผมของนางฉันทนาจึงเริ่มหงอกทีละเส้นๆ จนทำให้ผมที่เคยดำกลับขาวไปทั้งหัว จนต้องเอาผ้าพันศีรษะไว้ตลอดเวลา ในขณะที่ นางอุทัยเทวีก็แปลงกายเป็นแม่ค้าขายขนมที่ยังคงมีผมดกดำเพื่อรอการแก้แค้น ฝ่ายนางฉันทนาเห็นว่ายายแก่คนนี้น่าจะมีเคล็ดลับการบำรุงรักษาผม จึงได้เรียกให้ยายแก่เข้าไปในวังเพื่อรักษาผมของตนเอง นางอุทัยเทวีที่ปลอมตัวเป็นยายแก่ยื่นข้อเสนอว่า จะรักษาให้ก็ต่อเมื่อนางฉันทนายอมทำทุกอย่างตามที่ตนต้องการโดยห้ามถามอะไรทั้งสิ้น ด้วยความที่อยากจะกลับมาสวยอีกครั้ง นางฉันทนาจึงตกลงรับคำ เมื่อนางอุทัยเทวีเข้ามาถึงตัวนางฉันทนา ก็จับนางโกนผมออกจนหมด กรีดศีรษะ แล้วเอาปลาร้าใส่หม้อครอบหัวนางฉันทนาไว้ โดยห้ามเอาหม้อออกก่อนวันที่ 7 [...]



เงาะป่า

คนัง เป็นเงาะป่าที่อาศัยอยู่ในป่าจังหวัดพัทลุง และมีเพื่อนสนิทชื่อไม้ไผ่ วันหนึ่งคนังชวนไม้ไผ่ออกไปเที่ยวเป่านกที่ป่า และหาเผือกหามันตามประสา ในขณะที่คนังกับไม้ไผ่กำลังปิ้งเผือกกันอยู่นั้น ซมพลากก็บังเอิญผ่านมาเจอ ซมพลาถามถึงลำหับซึ่งเป็นพี่สาวของไม้ไผ่ ซึ่งเป็นหญิงสาวที่ตนแอบหลงรักมานาน ฝ่ายไม้ไผ่ก็ตั้งใจให้ลำหับพี่สาวของตนได้แต่งงานกับซมพลาอยู่แล้ว ซมพลาจึงได้ฝากดอกไม้กับเล็บเสือให้ไม้ไผ่เพื่อนำไปให้ลำหับ พร้อมฝากข้อความในใจไปบอกนาง ฝ่ายนางลำหับเมื่อได้ฟังที่ไม้ใผ่บอกมานั้น ก็นึกหวาดหวั่นในใจแต่ไม่คิดจะตอบโต้ไป เช้าวันหนึ่งไม้ไผ่จึงได้ชวนลำหับไปเก็บดอกไม้ในป่า ตามแผนที่ซมพลาวางไว้ ระหว่างที่กำลังเก็บดอกไม้ บังเอิญมีงูตัวหนึ่งเลื้อยมารัดแขนนางลำหับไว้ นางลำหับตกใจมากจึงสลบไป ส่วนซมพลาที่แอบสุ่มดูอยู่ ก็รีบวิ่งเข้ามาฆ่างู และตรวจดูว่านางโดนงูกัดหรือไม่ แต่เคราะห์ยังดีที่ลำหับปลอดภัย เมื่อลำหับฟื้นขึ้นมา ก็ตกใจที่ซมพลานอนกอดตนอยู่  ซมพลารีบถามถึงอาการและกล่าวประโยคสุดซึ้งว่า “หากเจ้าตายไป พี่นี้จักตายตาม” ลำหับซึ้งในน้ำใจจึงกล่าวขอบคุณซมพลา  และคิดว่าจะตอบแทนบุญคุณจนกว่าชีวิตจะหาไม่ การแต่งงานของฮเนากับลำหับถูกฝ่ายผู้ใหญ่ของฮเนาตระเตรียมจัดไว้ให้ที่ต้นตะเคียน ระหว่างที่ขบวนขันหมากของเจ้าบ่าวกำลังเคลื่อนเข้าสู่พิธีวิวาห์ นางลำหับก็ยังคงนั่งร้อนรนใจ ลำหับไม่ได้รักฮเนาแต่ก็ไม่ได้นึกรังเกลียด และยังคงนึกถึงบุญคุณของซมพลาที่เคยช่วยชีวิตไว้ และเคยถูกเนื้อต้องตัวกัน ฝ่ายไม้ไผ่เมื่อเห็นงานแต่งกำลังวุ่นวายก็นำข่าวไปบอกซมพลา ซมพลาได้ฝากไม้ไผ่มาบอกแก่ลำหับว่า ตนจะพาลำหับหนี เมื่อลำหับได้ฟังดังนั้นก็โล่งใจ และเตรียมแต่งตัวเพื่อเข้าพิธีวิวาห์ เมื่อขบวนมาถึงลานใต้ต้นตะเคียนและทำพิธีแต่งงานจนเสร็จ แต่การแต่งงานจะสมบูรณ์ก็ต่อเมื่อบ่าวสาวจะต้องเข้าป่าด้วยกัน ๗ วัน ๗ คืน ฮเนาและลำหับจึงเดินทางเข้าไปในป่าตามพิธี เมื่อเข้าไปในป่า อ้ายแคที่แอบซุ่มอยู่ก็เอาหินขว้างใส่ฮเนา ฮเนาโกรธแค้นจึงสั่งให้ลำหับรอตนอยู่ ส่วนตนจะออกไปตามหาคนที่ขว้างหินใส่ เมื่อฮเนาเดินพ้นไปนั้น ซมพลาก็เข้ามาพาลำหับหนีไป ด้านฮเนาเมื่อตามหาคนขว้างไม่เจอ [...]



ศรีธนญชัย

กล่าวถึงนางแก้วผู้ใจบุญ นางผู้นี้ชอบทำบุญทำทานอยู่เสมอ และออกไปทำบุญอยู่ที่วัดตลอดพรรษามิเคยขาด วันหนึ่ง นางอยากจะไปทำบุญที่วัดหนึ่งที่ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ จึงได้เตรียมข้าวปลาอาหารให้พร้อมเพื่อที่จะไปตักบาตร แต่วันนั้นฝนตกอย่างหนักจนเกิดน้ำท่วมทำให้นางไม่อาจจะข้ามฝากไปทำบุญได้ เผอิญมีพระรูปหนึ่งพายเรือผ่านมา นางจึงขออาศัยโดยสารเรือเพื่อข้ามฟากไปกับพระรูปนี้ แต่พระรูปนั้นกลับรีบร้อนไม่ยอมหยุดฟังคำพูดของนางเลย นางจึงโกรธมากและกล่าวออกมาว่า ขอให้มีลูกชายเพื่อที่ได้อยู่ร่วมกันกับพระรูปนั้น และใช้กรรมเวรนี้ให้จงได้ ว่าแล้วก็พลางโยนของที่เตรียมจะไปทำบุญตักบาตรลงไปในน้ำ ไม่นานคำอธิษฐานของนางก็เป็นความจริง นางคลอดลูกออกมาเป็นชาย และตั้งชื่อลูกว่า ‘’ ไอ้กะตำป๋า ” (ศรีธนญชัย) เมื่ออายุได้ ๑๑ – ๑๒ ขวบ นางก็ส่งบุตรชายไปอยู่วัด เพื่อไปอยู่กับพระรูปที่ไม่ให้นางโดยสารเรือข้ามฝากในวันนั้น วันหนึ่ง พระสั่งให้ศรีธนญชัยเอาผ้าไปซัก เมื่อศรีธนญชัยซักเสร็จก็เอาไปตากไว้ที่กองทราย พอดีมีหมาตัวหนึ่งผ่านมา ศรีธนญชัยจึงเกิดความคิดที่จะแกล้งพระรูปนี้ เด็กชายจึงไปหาน้ำตาลอ้อยกับงาดำมาผสมกันปั้นเป็นก้อนกลมๆให้คล้ายกับก้อนขี้หมา แล้วนำไปวางไว้บนผ้าของพระที่ตากไว้ เมื่อพระมาเห็นเข้าก็เรียกศรีธนญชัยมาต่อว่าอย่างหนัก และลงโทษให้ศรีธนญชัยกินขี้หมาก้อนนั้นเสีย ศรีธนญชัยแก้ตัวว่าเพราะมัวแต่ไปทำงาน จึงไม่ได้อยู่เฝ้าผ้าที่ตากเอาไว้ แต่พระก็ยังบังคับให้ศรีธนญชัยกินก้อนขี้หมาก้อนนั้นให้ได้ ศรีธนญชัยจึงหยิบก้อนนั้นขึ้นมากินหน้าตาเฉย จนทำให้พระเกิดความสงสัยถึงความเอร็ดอร่อยที่ศรีธนญชัยแสดงออกมาและขอลองชิมดูบ้าง พระจึงให้สั่งศรีธนญชัยบีบเอาขี้หมาออกมาให้หมดเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยนี้ พอเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อหมาผ่านมา ศรีธนญชัยจึงล่อหมาโดยเอาประตูหนีบตัวมันไว้จนขี้หมาไหลออกมา ศรีธนญชัยจึงเรียกให้พระมากินขี้หมาเพื่อเป็นการแก้แค้นให้แม่ได้สำเร็จในครั้งที่หนึ่ง ต่อมาอีกวันหนึ่งพระมีธุระต้องเข้าไปในเมือง จึงสั่งศรีธนญชัยว่าหากมีใครมาเรียกไม่ให้เปิดประตู ศรีธนญชัยสบโอกาสที่จะแกล้งพระเป็นครั้งที่สอง เพราะเมื่อตกดึกพระก็กลับมาแล้วตะโกนเรียกให้ศรีธนญชัยเปิดประตู แต่ศรีธนญชัยก็ตะโกนตอบกลับไปว่า หลวงพี่สั่งไม่ให้เปิด ทำให้พระรูปนั้นไม่สามารถเข้าห้องได้ และต้องนอนตัวงอก่ออยู่นอกกุฏิจนสว่าง [...]



แก้วหน้าม้า

ท้าวภูวดลกับพระนางนันทา ผู้ครองเมืองมิถิลา ได้ให้กำเนิดพระโอรสนามว่า “พระปิ่นทอง” ซึ่งเป็นเด็กที่ดื้อมากจนใครๆก็ต่างเอือมระอา ด้วยความกังวลต่อบุตรชาย ท้าวภูวดลกับมเหสีจึงสั่งให้นายทหารตามเสด็จพระปิ่นทองเวลาที่บุตรของตนออกไปเล่นนอกวัง วันหนึ่งพระปิ่นทองขอออกไปเล่นนอกวังพร้อมด้วยทหารตามเสด็จ ระหว่างที่กำลังเล่นว่าวอยู่นั้น ได้พบเจอกับ “แก้ว” ที่ออกไปช่วยแม่เลี้ยงม้า เทวดาเห็นว่าพระปิ่นทองกับแก้วนั้นเป็นเนื้อคู่กัน จึงบันดาลให้ว่าวหลุดลอยไปเพื่อให้ทั้งสองได้พบกัน พระปิ่นทองรีบวิ่งตามไปเก็บว่าวที่ลอยไปตกลงบริเวณที่แก้วเลี้ยงม้า และต่อว่าที่แก้วบังอาจมาเก็บว่าวของตน ด้วยความโกรธแก้วจึงไม่ยอมคืนว่าวให้ พระปิ่นทองจึงสั่งให้นายสุขกับนายตุ่ย นายทหารคู่ใจวิ่งตามไปเอาว่าวคืนมาจากแก้ว แต่ด้วยความที่พวกม้าช่วยแก้วเอาไว้ ทำให้นายทหารไม่สามารถเอาว่าวคืนมาได้  พระปิ่นทองเห็นท่าไม่ดีจึงนึกอุบายขอเจรจากับแก้ว ว่าหากนางคืนว่าวให้ตน ตนจะให้แก้วแหวนเงินทองตามที่นางต้องการ แต่แก้วก็ยังไม่สนใจ พระปิ่นทองจึงโกหกโดยการยื่นขอเสนอให้แก้วเป็นมเหสี แก้วดีใจมากรีบรับคำและคืนว่าวแก่พระปิ่นทองทันที ฝ่ายนายทหารรีบนำเรื่องพระปิ่นทองมาทูลกับท้าวภูวดล ท้าวภูวดลให้นายทหารเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเพราะเกรงว่าหากพระนางนันทาจะรู้เข้า และต้องทำตามสัญญา ส่วนแก้วก็รีบกลับมาบ้านเพื่อบอกข่าวกับพ่อแม่ว่าพระปิ่นทองจะรับตนไปเป็นมเหสี แต่ไม่มีใครเชื่อนาง แก้วรอคอยให้พระปิ่นทองมารับตนเป็นมเหสีจนผ่ายผอม พระปิ่นทองก็ยังไม่ยอมมาตามสัญญา  นางนิ่มกับนายมั่นผู้เป็นพ่อและแม่จึงไปถามความจากชาวบ้านจนรู้ว่าเรื่องนี้เป็นความจริง จึงตัดสินใจพาแก้วเข้าวังเพื่อทวงสัญญา เมื่อท้าวภูวดลทราบเรื่องจึงกริ้วมาก และสั่งประหารทั้งสามแม่ลูก พระนางนันทาบังเอิญทราบเรื่องจึงบอกให้ท้าวภูวดลและพระปิ่นทองรักษาสัญญา ด้วยเหตุนี้เองพระปิ่นทองจึงต้องยอมรับแก้วมาเป็นมเหสี โดยมีวอมารับที่บ้าน และจัดงานพิธีอภิเษกอย่างยิ่งใหญ่ พระปิ่นทองอับอายมาก จึงทำท่ารังเกียจไม่ยอมออกมาพบกับแก้ว แก้วจึงเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากจนต้องบุกเข้าไปหาพระปิ่นทองเอง พระปิ่นทองจึงสั่งให้มีเวรยามเฝ้าไม่ให้แก้วเข้ามาหาตน  ท้าวภูวดลรู้เรื่องเข้าก็รู้สึกอับอาย จึงคิดอุบายหาทางกลั่นแกล้งแก้วให้ทนไม่ได้จนต้องเป็นฝ่ายไปแทน ท้าวภูวดลหาทางแกล้งแก้วด้วยการสั่งให้ไปยกเขาพระสุเมรุมาให้ได้ภายในเจ็ดวัน หากยกไม่ได้จะถูกประหาร เมื่อได้รับคำสั่ง แก้วจึงออกเดินทางไปตามหาเขาพระสุเมรุ และอธิษฐานว่าหากตนเป็นคู่แท้ของพระปิ่นทองจริง ขอให้พบกับเขาพระสุเมรุด้วยเถิด ระหว่างการเดินทาง [...]



ลิลิตพระลอ

  กล่าวถึงเมืองเหนือสองเมืองที่เป็นศัตรูคู่อริกัน เมืองหนึ่งนั้นมีกษัตริย์พระนามว่า ‘พระลอดิลกราช’ ผู้ครองเมืองแม้นสรวง ส่วนอีกเมืองหนึ่งชื่อว่าเมืองสรอง มีเป็นกษัตริย์นามว่า ‘พิชัยพิษณุกร’ กษัตริย์พิชัยพิษณุกรเป็นกษัตริย์ที่มีพระสิริวรกายงดงามยิ่ง พระองค์มีพระราชธิดาอยู่ 2 พระองค์ คือ ‘พระเพื่อนแก้ว’ และ ‘พระแพงทอง’ องค์น้อง เนื่องด้วยปู่ของธิดาทั้งสองพ่ายแพ้เสียทีข้าศึกจนสวรรคต พระราชธิดาทั้งสองจึงสาบานกับเจ้าย่าว่า เมื่อโตขึ้นจะต้องแก้แค้นให้แก่เมืองสรองให้จงได้ หากผิดคำสาบานจะขอตายด้วยคมดาบอาวุธ เจ้าย่าจึงออกกลอุบายโดยส่งคนไปสีซอเพื่อพรรณนาความงามของพระเพื่อนกับพระแพงให้พระลอฟัง เพื่อล่อให้พระลอมาที่นี่ แต่แล้วก็มีข่าวว่าทัพเมืองพะเยายกไปตีเมืองแม้นสรวงและลอบปลงพระชนม์พระลอ เมื่อเพื่อนแก้วและแพงทองทราบเรื่อง จึงสั่งให้รื่นและโรยช่วยแก้มนต์โดยใช้วิธีวางประคำไว้ใต้ที่นอนของเพื่อนแก้วกับแพงทอง แต่ก็ไม่ได้ผล รื่นและโรยจึงตัดสินใจไปขอความช่วยเหลือจากปู่เจ้าสมิงพรายในวันก่อนวันฉลองครองราชย์ของกษัตริย์พิชัยพิษณุกร แต่ก็สายไปเพราะปู่เจ้าสมิงพรายมาเข้าทรงเจ้าย่าไปแล้ว จึงหมดหนทางในการแก้ไขกฤตยามนต์โดยสิ้นเชิง นางทั้งสองจึงไปขอให้ปู่เจ้าสมิงพรายช่วยดลให้พระลอมาถึงที่หมายเร็วกว่ากำหนด เพื่อจะได้ทูลเตือนให้กลับเมืองของตนไปเสีย ปู่เจ้าสมิงพรายก็ให้ความช่วยเหลือจนพระลอต้องเสด็จมาเมืองสรองในวันรุ่งขึ้น ฝ่ายพระลอที่ต้องมนตร์เสน่ห์ของเจ้าย่าและเจ้าสมิงพราย ก็เกิดความรู้สึกอยากทอดพระเนตรพระเพื่อนกับพระแพงขึ้นมาในฉับพลันทันที เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงรีบอำลาพระนางบุญเหลือผู้เป็นพระราชมารดา และพระนางลักษณวดีผู้เป็นพระมเหสี เพื่อเสด็จไปยังเมืองสรองพร้อมด้วยนายแก้วนายขวัญผู้เป็นพระพี่เลี้ยงทันที เมื่อพระลอเสด็จมาถึงแม่น้ำกาหลง พระองค์ก็ทรงเสี่ยงน้ำซึ่งปรากฏเป็นลางร้าย แต่พระลอก็ไม่อาจกลับได้ด้วยเพราะต้องในมนตร์เสน่ห์ของเจ้าย่าและเจ้าปู่สมิงพราย ทำห้ำระองค์จำต้องเสด็จต่อไป เจ้าปู่สมิงพรายเสกให้มีไก่แก้วคอยวิ่งล่อพระลอกับพระพี่เลี้ยงจนไปถึงเมืองสรองได้สำเร็จ เมื่อพระลอไปถึงสวนหลวง นางรื่นกับนางโรยก็รีบออกมารับเสด็จ และออกอุบายให้พระเพื่อนและพระแพงเสด็จออกไปพบพระลอเพื่อเตือนภัย เมื่อพระลอเห็นความงามของนางทั้งสองก็เกิดอาการตกหลุมรัก และไม่ยอมกลับไปแต่ท้ายที่สุดพระลอก็ต้องกลับไป พร้อมให้คำสัญญาว่าจะกลับมาหาอีกในไม่ช้า อยู่มาวันหนึ่ง พระลอและพระพี่เลี้ยงกลับมาหาพระเพื่อนและพระแพง รื่นและโรยจึงเชิญให้เข้ามาในตำหนัก เมื่อนางทั้งสองเห็นว่าพระลอออกไปก็คงพบกับอันตราย จึงพาพระลอเข้าไปอยู่ในตำหนัก และให้นายแก้วอยู่กับนางรื่น [...]



นางสิบสอง และพระรถ-เมรี

กาลครั้งหนึ่ง มีเศรษฐีคนหนึ่งนามว่า “นนท์” เศรษฐีรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนไม่มีลูกเสียที จึงได้ลองทำบุญเพื่ออธิษฐานขอลูก คิดได้ดังนั้น ก็หากล้วยสิบสองผลทูลศีรษะไปวัดถวายแก่พระ และตั้งจิตอธิษฐานขอให้ลูกมาเกิด ต่อนั้นไม่นาน ภริยาเศรษฐีก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวออกมาถึงสิบสองคน และเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ แต่เนื่องจากมีลูกมาก ทรัพย์สินที่เคยมีก็ร่อยหรอลงไปทุกทีๆ จนสิ้นเนื้อประดาตัวในที่สุด นนท์จึงคิดว่าที่ตนยากจนลงนี้ ก็เพราะต้องเลี้ยงดูลูกหญิงทั้งสิบสองคน นนท์จึงตัดสินใจเอาลูกหญิงทั้งสิบสองคนนั้นใส่เกวียนพาไปปล่อยเสียในป่า แล้วจึงรีบขับเกวียนหนีกลับโดยไม่ให้ลูกๆรู้ตัว เมื่อนางทั้งสิบสองถูกปล่อยไว้ในป่า ก็ต่างพากันเที่ยวตามหาบิดา จนไปถึงสวนของ นางยักษ์ชื่อว่า สนธมาร ครั้นนางยักษ์ได้เห็นนางสิบสองเดินหลงมา ก็มีจิตรักใคร่จึงเก็บมาเลี้ยงไว้เป็นเหมือนน้องสาวของตน วันหนึ่ง พี่สาวใหญ่ได้เห็นนางยักษ์กินเนื้อคน จึงรีบไปบอกแก่น้องๆว่าพวกเรากำลังอยู่กับยักษ์ เมื่อน้องสาวได้ฟังดังนั้นก็ตกในกลัว นางทั้งสิบสองจึงตัดสินใจพากันลอบหนีออกไป เมื่อนางยักษ์กลับมาไม่เห็นนางสิบสอง ก็ออกตามหาตัว นางสิบสองเห็นว่ายักษ์กำลังตามมา ก็นึกกลัวและได้เข้าไปขอความช่วยเหลือจากช้าง ช้างใจดีจึงได้หาที่ซ่อนให้ เมื่อนางสิบสองเห็นว่านางยักษ์ไปพ้นทางแล้ว จึงพากันออกจากที่ซ่อน แล้วหลบหนีต่อไป แต่ไม้ช้านางยักษ์ก็ตามกลิ่นกลับมาเจอนางสิบสองอีกครั้ง คราวนี้นางสิบสองจึงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากม้า ม้าใจดีก็หาที่ซ่อนให้แก่นางทั้งสิบสองคนจนรอดพ้นจากการตามหาตัวของนางยักษ์อีกครั้ง ฝ่ายนางสิบสองเมื่อเห็นว่านางยักษ์ไปพ้นทางแล้ว จึงพากันออกจากที่ซ่อน แล้วหลบหนีต่อไป แต่ไม้ช้านางยักษ์ก็ตามกลิ่นกลับมาเจอนางสิบสองอีกครั้ง คราวนี้นางสิบสองจึงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากโค โคใจดีก็หาที่ซ่อนให้แก่นางทั้งสิบสองคนจนรอดพ้นจากการตามหาตัวของนางยักษ์เป็นครั้งที่ 3 หลังจากนั้น นางสิบสองก็เที่ยวหาที่ซ่อนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงเมืองกุตารนคร นางสิบสองจึงพากันไปนั่งพักที่ต้นไทรใหญ่ริมสระใกล้กับพระนคร ครั้งนั้น เจ้าเมืองกุตารนครทรงพระนามว่า พระเจ้ารถสิทธ์ พระองค์ได้ประทานหม้อน้ำทองแก่นางค่อมทาสีคนหนึ่งไว้ใช้สำหรับตักน้ำ ครั้นเมื่อนางค่อมถือหม้อน้ำทองไปยังสระ [...]



สังข์ทอง

กล่าวถึงกษัตริย์องค์หนึ่งนามว่า ‘ท้าวยศวิมล’ พระองค์มีมเหสีชื่อ นางจันท์เทวี และมีสนมเอกชื่อนางจันทาเทวี แต่พระองค์ก็ยังมีวาสนาที่จะได้เห็นโอรสธิดาของตนเอง พระองค์จึงโปรดให้มีการบวงสรวงและพยายามรักษาศีลห้าเพื่อขอบุตรให้มาเกิด นอกจากนี้ยังประกาศแก่พระมเหสีและนางสนมทั้งหลายว่า หากใครสามารถประสูติโอรสให้พระองค์ได้จะมอบเมืองให้ปกครอง ต่อมา นางจันท์เทวีก็ทรงครรภ์เนื่องจากมีเทวบุตรมาจุติ แต่เป็นพระโอรสของนางกลับประสูติออกมาเป็นหอยสังข์ ฝ่ายนางจันทาเทวีบังเกิดความริษยา จึงติดสินบนให้โหรหลวงทำนายว่าหอยสังข์ตัวนี้จะทำให้บ้านเมืองเกิดความหายนะ เมื่อท้าวยศวิมลได้ฟังก็หลงเชื่อ จึงจำใจต้องเนรเทศนางจันท์เทวีและหอยสังข์ออกไปจากเมือง นางจันท์เทวีพาหอยสังข์ไปอาศัยอยู่อย่างยากลำบากกับตายายชาวไร่  ซึ่งตลอดเวลาที่ช่วยงานในไร่ พระโอรสในหอยสังข์จะแอบออกมาช่วยหุงหาอาหาร หรือไล่ไก่ไม่ให้จิกข้าวโดยตลอด แต่ไม่ยอมปรากฎตัวให้ใครเห็น จนเมื่อนางจันท์เทวีทราบเข้า ก็ลงมือทุบหอยสังข์ทิ้งเสีย ฝ่ายพระนางจันทาเทวีก็ได้ไปว่าจ้างแม่เฒ่าสุเมธาให้ช่วยทำเสน่ห์ให้ท้าวยศวิมลหลงรัก อีกทั้งยังยุยงให้ท้าวยศวิมลออกไปตามล่าตัวพระสังข์มาประหารเสีย ท้าวยศวิมลที่ตกอยู่ในมนตราจึงมีบัญชาให้จับตัวพระสังข์มาถ่วงน้ำ แต่ด้วยบารมีของพระสังข์ ทำให้ท้าวภุชงค์ผู้เป็นพญานาคครองเมืองบาดาลเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน และนำตัวพระสังข์ไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ก่อนจะส่งให้นางพันธุรัตเลี้ยงดูต่อไปจนพระสังข์มีอายุได้ 15 ปีบริบูรณ์ วันหนึ่ง เมื่อนางพันธุรัตออกไปหาอาหาร พระสังข์ก็ได้แอบหนีไปเที่ยวเล่นที่หลังวัง ระหว่างกำลังวิ่งเล่นอยู่นั้นก็ได้พบกับบ่อเงิน บ่อทอง รูปเงาะ เกือกทอง ไม้พลอง และยังพบเข้ากับโครงกระดูกจำนวนมากจึงได้รู้ความจริงว่านางพันธุรัตเป็นยักษ์ พระสังข์จึงคิดแผนที่จะหลบหนี ว่าแล้วก็กระโดดลงไปชุบตัวในบ่อทอง สวมรูปเงาะกับเกือกทอง และขโมยไม้พลองเหาะหนีไป ฝ่ายนางพันธุรัตเมื่อทราบว่าพระสังข์หายตัวไป ก็รีบออกตามหาจนไปพบพระสังข์อยู่บนเขาลูกหนึ่ง นางจึงขอร้องให้พระสังข์ลงมา แต่พระสังข์ก็ปฏิเสธ นางพันธุรัตจึงเขียนมหาจินดามนตร์ที่ใช้เรียกเนื้อเรียกปลาได้ไว้ที่ก้อนหิน ก่อนที่นางจะอกแตกตาย หลังจากที่นางพันธุรัตสิ้นชีวิตไปแล้ว พระสังข์ก็ลงมาจากเข้า และท่องบทมหาจินดามนตร์จนจำได้ขึ้นใจ ก่อนจะสวมรูปเงาะแล้วออกเดินทางต่อไป [...]



ลิลิตตะเลงพ่าย

ตอนที่ 1 เริ่มบทกวี  (ร่าย) ชัยชนะจากการทำยุทธหัตถีต่อพระมหาอุปราชานั้นเกริกพระเกียรติก่องไกรไปทั่วทุกหัวระแหง ไม่ว่าจะเป็นข้าศึกที่ไหน ก็ล้วนหวั่นเกรงในพระบรมเดชานุภาพจนไม่กล้าทำสงครามกันทั้งนั้น ทุกคนต่างพากันอ่อนน้อมยอมเป็นเมืองขึ้น ทำให้กรุงศรีอยุธยายุคนั้นเจริญรุ่งเรืองเป็นที่สุด พร้อมด้วยความสุขสำราญ พรั่งพร้อมด้วยโภคสมบัติ และสรรพพืชพันธุ์ธัญญาหารอันสมบูรณ์ การที่บ้านเมืองมีแต่ความสุขสงบ ปราศจากศึกสงคราม ข้าราชการทั้งฝ่ายหน้าและฝ่ายในก็ต่างพากันเฝ้าแหนอย่างพร้อมพรั่ง เหล่าทหารทั้งพล ช้าง ม้า อาวุธ ปืนไฟ ก็มีมากมาย (โคลงสี่สุภาพ) ด้วยบุญญานุภาพแห่งพระนเรศวรผู้เป็นกษัตริย์แห่งแผ่นดินสยาม ข้าศึกก็ต่างแซ่ซ้องในพระเกียรติยศชื่อเสียง และพากันเกรงในพระบรมเดชานุภาพ หากเปรียบฤทธิ์ของพระองค์แล้ว ก็สวยงามดั่งพระรามที่ปราบยักษ์ก็ไม่ปานกัน เมื่อทำสงครามข้าศึกเมื่อใดก็ได้รับชัยชนะทุกครั้ง พระองค์เก่งกาจดั่งพระรามอวตารลงมาปราบยุคเข็ญ ไม่ว่าข้าศึกจะยกพกมาเท่าไรก็ไม่อาจต่อสู้ฤทธิ์พระองค์ได้ เมื่อเสร็จศึกแล้วพระองค์ก็ขึ้นครองราชสมบัติ ปกแผ่พระบารมีทำให้บ้านเมืองร่มเย็นดุจแสงเดือนที่ส่องอยู่บนท้องฟ้า ทุกแห่งหนล้วนมีแต่ความสมบูรณ์ ปราศจากความทุกข์โศกใดๆทั้งสิ้น จนเป็นที่สรรเสริญทั่วไปทุกแหล่งหล้า   ตอนที่ 2 เหตุการณ์ทางเมืองมอญ  ฝ่ายหงสาวดีหรือนครรามัญ เมื่อทราบข่าวว่าพระมหาธรรมราชาผู้เป็นกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาถึงแก่พิราลัย และ พระนเรศวรผู้เป็นพระราชโอรสได้ขึ้นครองราชย์สมบัติ จึงได้เรียกประชุมหมู่อำมาตย์เพื่อหาช่องทางการโจมตี ฝ่ายหงสาวดีเห็นว่าในยุคที่กรุงศรีอยุธยาผลัดเปลี่ยนแผ่นดินใหม่ อาจมีการวิวาทของโอรสทั้งสองพระองค์เพื่อแย่งชิงราชสมบัติ จึงควรยกทัพไปดูลาดเลา หากได้เปรียบจะได้รบแย่งชิงเอาบ้านเมืองเสีย ขุนนางทั้งหลายต่างเห็นชอบตามพระราชดำริ จึงรับสั่งให้พระมหาอุปราชาราชโอรสจัดตั้งกองทัพพร้อมด้วยทัพเมืองเชียงใหม่เป็นจำนวนห้าแสนคนเพื่อยกทัพไปตีกรุงศรีอยุธยา พระมหาอุปราชากราบบังคมทูลพระเจ้าหงสาวดีว่า โหรได้ทำนายชะตาของพระองค์ว่ากำลังเคราะห์ร้ายถึงขั้นชะตาขาด แต่พระองค์ก็ตรัสเป็นเชิงประชดว่า เจ้าอยุธยานั้นมีแต่จะอยากออกไปทำศึก  ถ้าเจ้าเกรงว่าจะมีเคราะห์ร้ายก็จงอย่าไปรบเลย ไปเอาผ้าสตรีมานุ่งเถิดจะได้หมดเคราะห์  พระมหาอุปราชาทรงอับอายเป็นอย่างมากที่ถูกต่อว่าเช่นนี้ [...]



ปลาบู่ทอง

ชายหาปลาผู้หนึ่งนามว่า “ ทารก (ทาระกะ)” มีภรรยาสองคน คือ “ กนิษฐา ” และ “ กนิษฐี ” นางกนิษฐามีลูกสาวคนเดียวชื่อว่า “ เอื้อย ” ส่วนนากนิษฐีนั้นมีลูกสาวสองคน คือ “ อ้าย ” กับ “ อี่ ” ชายหาปลามีใจลำเอียงไม่ชอบภรรยาหลวงและลูกสาวของนาง จึงมักจะดุค่าและบังคับให้ทำงานหนักทุกวัน ในขณะที่นางกนิษฐีเป็นที่ชื่นชอบมากกว่า จึงใช้ชีวิตอยู่อย่างสบายและไม่ต้องทำงานหนักเหมือนอย่างสองแม่ลูกคู่นั้น อย่างไรก็ตาม ทั้งนางกนิษฐีและลูก ๆ ก็ยังคงเกลียดชังนางกนิษฐาและลูกเอื้อย จึงคอยหาทางกลั่นแกล้งสองแม่ลูกอยู่ตลอดเวลา ทุก ๆ เช้า ชายหาปลาจะออกไปทอดแหในแม่น้ำ โดยมีภรรยาทั้งสองคนผลัดกันเป็นคนพายเรือไปให้ หลังจากได้ปลามากพอในแต่ละวัน ก็จะนำไปขายที่ตลาดก่อนกลับบ้าน อยู่มาวันหนึ่ง ถึงเวรนางกนิษฐาที่ต้องทำหน้าที่พายเรือให้สามีในขณะหาปลา แต่ว่าวันนั้นไม่ได้ปลาสักตัวเดียวนอกจากปลาบู่ทองตัวหนึ่งเท่านั้น แม้ว่าชายหาปลาจะพยายามอย่างไร ก็ยังคงทอดแหได้แต่ปลาบู่ทองตัวเดิม และทุกครั้งที่เขาได้ปลาบู่ขึ้นมาภรรยาของเขาก็จะขอให้เก็บไว้ให้ลูกของตนเลี้ยงเล่นแต่เขาก็จะโยนมันทิ้งไปโดยไม่แยแส  ชายหาปลาโมโหมาก แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรดี จึงบันดาลโทสะอย่างแรงโดยการตบดีนางและผลักนางตกน้ำไป ภรรยาของเขาจึงจมน้ำตายเพราะว่ายน้ำไม่เป็น ชายหาปลาจึงกลับบ้านเพียงลำพัง และพบเอื้อยกำลังรอแม่ของตนกลับมาอยู่ และเมื่อลูกสาวถามหาแม่ [...]



ไกรทอง ชาละวัน

ณ ถ้ำทอง ซึ่งเป็นที่อยู่ของจระเข้ ในนั้นมีลูกแก้ววิเศษที่ส่องแสงดุจเวลากลางวัน และเมื่อจระเข้ย่างกรายเข้ามาในถ้ำนี้ ก็จะกลายร่างเป็นมนุษย์ทันที ท้าวรำไพ จระเข้เฒ่าผู้ทรงศีลและไม่กินเนื้อ มีบุตรชื่อ ท้าวโคจร และมีหลานชื่อ ชาละวัน วันหนึ่ง ท้าวโคจรเกิดทะเลาะวิวาทเพื่อแย่งชิงความเป็นใหญ่กับท้าวพันตาและพญาพันวัง ทั้งสามต่อสู้กันอย่างดุเดือด จนสุดท้ายก็จบชีวิตลงทุกตัว ด้วยเหตุนี้เอง พญาชาละวัน บุตรของท้าวโคจร จึงได้ขึ้นเป็นใหญ่ปกครองถ้ำบาดาลแต่เพียงผู้เดียว และได้จระเข้สาวสองตัว คือ วิมาลา กับ เลื่อมลายวรรณ มาเป็นภรรยา และด้วยความลุ่มหลงในอำนาจ ชาละวันผู้มีนิสัยดุร้าย และต้องการกินเนื้อมนุษย์ จึงออกล่าเหยื่อด้วยความโหดเหี้ยมจนสร้างความวุ่นวายไปทั่วเมือง ณ เมืองพิจิตร มีพี่น้องสาวสวยคู่หนึ่ง คือ พี่ตะเภาแก้ว และน้องตะเภาทอง ทั้งสองเป็นบุตรของเศรษฐีผู้มั่งคั่งในเมืองนี้ วันหนึ่งทั้งสองลงไปเล่นน้ำในคลองหน้าบ้าน กับบ่าวไพร่อีกหลายคน ระหว่างนั้นเอง เจ้าชาละวัน ซึ่งกลายร่างเป็นจระเข้อันธพาลก็ผ่านมาพบเจอนางตะเภาทองพอดี ชาละวันเกิดความลุ่มหลงในรูปของตะเภาทอง จึงคาบเอาตัวนางดำดิ่งลงไปยังถ้ำทองด้วยความหึกเหิมลำพอง เมื่อนางตะเภาทองฟื้นขึ้นมา ก็ต้องตกตะลึงกับความสวยงามถ้ำ และแปลกใจที่ได้เห็นพญาชาละวันกลายร่างเป็นชายรูปงาม แต่นางตะเภาทองก็ไม่ได้สนใจในความงามของชาละวันแต่อย่างใด จนทำให้ชาละวันต้องใช้เวทมนตร์สะกดให้นางหลงรักและยอมเป็นภรรยา เมื่อนางวิมาลา และเลื่อมลายวรรณ ผู้เป็นภรรยารู้เข้า ก็เกิดความหึงหวงและไม่พอใจ แต่ก็ไม่อาจห้ามสามีได้ ฝ่ายท่านเศรษฐีก็เสียใจมากที่บุตรสาวของตนหายตัวไป [...]