สังข์ทอง

กล่าวถึงกษัตริย์องค์หนึ่งนามว่า ‘ท้าวยศวิมล’ พระองค์มีมเหสีชื่อ นางจันท์เทวี และมีสนมเอกชื่อนางจันทาเทวี แต่พระองค์ก็ยังมีวาสนาที่จะได้เห็นโอรสธิดาของตนเอง พระองค์จึงโปรดให้มีการบวงสรวงและพยายามรักษาศีลห้าเพื่อขอบุตรให้มาเกิด นอกจากนี้ยังประกาศแก่พระมเหสีและนางสนมทั้งหลายว่า หากใครสามารถประสูติโอรสให้พระองค์ได้จะมอบเมืองให้ปกครอง

ต่อมา นางจันท์เทวีก็ทรงครรภ์เนื่องจากมีเทวบุตรมาจุติ แต่เป็นพระโอรสของนางกลับประสูติออกมาเป็นหอยสังข์ ฝ่ายนางจันทาเทวีบังเกิดความริษยา จึงติดสินบนให้โหรหลวงทำนายว่าหอยสังข์ตัวนี้จะทำให้บ้านเมืองเกิดความหายนะ เมื่อท้าวยศวิมลได้ฟังก็หลงเชื่อ จึงจำใจต้องเนรเทศนางจันท์เทวีและหอยสังข์ออกไปจากเมือง

นางจันท์เทวีพาหอยสังข์ไปอาศัยอยู่อย่างยากลำบากกับตายายชาวไร่  ซึ่งตลอดเวลาที่ช่วยงานในไร่ พระโอรสในหอยสังข์จะแอบออกมาช่วยหุงหาอาหาร หรือไล่ไก่ไม่ให้จิกข้าวโดยตลอด แต่ไม่ยอมปรากฎตัวให้ใครเห็น จนเมื่อนางจันท์เทวีทราบเข้า ก็ลงมือทุบหอยสังข์ทิ้งเสีย

ฝ่ายพระนางจันทาเทวีก็ได้ไปว่าจ้างแม่เฒ่าสุเมธาให้ช่วยทำเสน่ห์ให้ท้าวยศวิมลหลงรัก อีกทั้งยังยุยงให้ท้าวยศวิมลออกไปตามล่าตัวพระสังข์มาประหารเสีย ท้าวยศวิมลที่ตกอยู่ในมนตราจึงมีบัญชาให้จับตัวพระสังข์มาถ่วงน้ำ แต่ด้วยบารมีของพระสังข์ ทำให้ท้าวภุชงค์ผู้เป็นพญานาคครองเมืองบาดาลเข้ามาช่วยไว้ได้ทัน และนำตัวพระสังข์ไปเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ก่อนจะส่งให้นางพันธุรัตเลี้ยงดูต่อไปจนพระสังข์มีอายุได้ 15 ปีบริบูรณ์

วันหนึ่ง เมื่อนางพันธุรัตออกไปหาอาหาร พระสังข์ก็ได้แอบหนีไปเที่ยวเล่นที่หลังวัง ระหว่างกำลังวิ่งเล่นอยู่นั้นก็ได้พบกับบ่อเงิน บ่อทอง รูปเงาะ เกือกทอง ไม้พลอง และยังพบเข้ากับโครงกระดูกจำนวนมากจึงได้รู้ความจริงว่านางพันธุรัตเป็นยักษ์

พระสังข์จึงคิดแผนที่จะหลบหนี ว่าแล้วก็กระโดดลงไปชุบตัวในบ่อทอง สวมรูปเงาะกับเกือกทอง และขโมยไม้พลองเหาะหนีไป

ฝ่ายนางพันธุรัตเมื่อทราบว่าพระสังข์หายตัวไป ก็รีบออกตามหาจนไปพบพระสังข์อยู่บนเขาลูกหนึ่ง นางจึงขอร้องให้พระสังข์ลงมา แต่พระสังข์ก็ปฏิเสธ นางพันธุรัตจึงเขียนมหาจินดามนตร์ที่ใช้เรียกเนื้อเรียกปลาได้ไว้ที่ก้อนหิน ก่อนที่นางจะอกแตกตาย หลังจากที่นางพันธุรัตสิ้นชีวิตไปแล้ว พระสังข์ก็ลงมาจากเข้า และท่องบทมหาจินดามนตร์จนจำได้ขึ้นใจ ก่อนจะสวมรูปเงาะแล้วออกเดินทางต่อไป

พระสังข์เดินทางไปเรื่อยๆจนมาถึงเมืองสามล ซึ่งบัดนั้นมีท้าวสามลและพระนางมณฑาเป็นผู้ปกครองเมือง เจ้าเมืองเมืองนี้มีธิดาล้วนถึง 7 พระองค์ ซึ่งแต่ละพระองค์ก็มีรูปโฉมงดงามโดยเฉพาะพระธิดาองค์สุดท้องที่ชื่อว่า ‘รจนา’

อยู่มาวันหนึ่ง ท้าวสามลอยากให้ธิดาขอตนได้แต่งงาน จึงได้จัดให้มีพิธีเสี่ยงมาลัยเพื่อเลือกคู่ให้แก่ธิดาทั้งเจ็ด พระธิดาทั้ง 6 ต่างพากันเสี่ยงมาลัยจนได้คู่ครองครบทุกคน เว้นเสียแต่นางรจนาที่มิยอมเลือกเจ้าชายองค์ใดเป็นคู่ครอง ท้าวสามลจึงสั่งให้ทหารไปนำตัวพระสังข์ในร่างเจ้าเงาะ ซึ่งเห็นว่าเป็นชายเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่ในเมืองสามลมาให้ธิดาคนนี้ดูตัว

ฝ่ายรจนาที่มีตาวิเศษและมองเห็นรูปทองภายในของเจ้าเงาะ จึงได้เสี่ยงพวงมาลัยไปให้เจ้าเงาะ เมื่อท้าวสามลทราบเรื่องก็โกรธธิดาของตนมาก จึงสั่งให้เนรเทศทั้งนางรจนาและเจ้าเงาะออกไปจากเมือง ทั้งสองจึงย้ายออกไปอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนา

ฝ่ายท้าวสามลก็ยังไม่หมดความตั้งใจที่จะให้ธิดาของตนแต่งงานกับคนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ จึงคิดจะกำจัดเจ้าเงาะให้พ้นทาง ว่าแล้วพระองค์ก็เรียกเขยทั้งหมดมาพร้อมหน้า และสั่งให้ไปจับปลามาคนละร้อยตัว ฝ่ายพระสังข์ที่มีมหาจินดามนตร์อยู่ในมือ จึงได้ถอดรูปเงาะออกและท่องมนตร์จนได้ปลามานับร้อย ในขณะที่เขยทั้งหกเขยไม่สามารถจับปลาได้เลยสักตัว เขยทั้งหมดจึงเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระสังข์ พระสังข์ก็ยินดีมอบให้ แต่เขยทั้งหกจะต้องแลกปลากับปลายจมูกของตนเอง

ต่อมา ท้าวสามลก็สั่งให้เขยทั้งหมดไปหาเนื้อมาให้ได้คนละร้อยตัว พระสังข์ก็ใช้มหาจินดามนตร์เรียกเนื้อมาได้นับร้อย ในขณะที่หกเขยไม่อาจหาได้เลยแม้ตัวเดียวอีกเช่นเคย หกเขยจึงเข้ามาขอความช่วยเหลือจากพระสังข์อีกครั้ง พระสังข์ก็ยินดีมอบให้ ให้ แต่เขยทั้งหกจะต้องแลกปลากับปลายหูของตนเอง

กล่าวถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์อันเป็นที่อยู่ของพระอินทร์ พระอินทร์รู้สึกว่าอาสน์ที่ประทับของพระองค์เกิดแข็งกระด้างขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบอกเหตุว่ามีผู้มีบุญกำลังเดือดร้อน พระอินทร์จึงส่องทิพยเนตรลงไปดูบนโลกมนุษย์ และพบว่าเหตุการณ์ในเมืองสามลกำลังวุ่นวาย เมื่อทราบความดังนั้นจึงได้แปลงกายเป็นกษัตริย์เพื่อยกทัพไปล้อมเมืองสามลเอาไป และท้าให้ท้าวสามลออกมาแข่งตีคลีกับพระองค์ ซึ่งหากท้าวสามลแพ้จะต้องยกเมืองให้แก่พระอินทร์ที่แปลงกายลงมา

ท้าวสามลจึงส่งเขยทั้งหกออกไปแข่งตีคลีกับพระอินทร์ แต่ก็ไม่มีใครสามารถเอาชนะพระอินทร์ได้เลย ท้าวสามลจึงจำเป็นต้องเรียกเจ้าเงาะให้มาช่วยตีคลี นางรจนาได้ขอร้องให้สามีช่วยถอดรูปเงาะมาตีคลีให้ เมื่อเจ้าเงาะเห็นว่านางรจนาร้องขอก็ยอมใจอ่อน เจ้าเงาะจึงถอดรูปเงาะออก และมาช่วยตีคลีจนเมืองสามลชนะในที่สุด

หลังจบจากศึกการตีคลี พระอินทร์ได้ไปเข้าฝันท้าวยศวิมลและเปิดโปงความชั่วของพระนางจันทาเทวี อีกทั้งยังสั่งให้ท้าวยศวิมลกลับไปรับตัวพระนางจันท์เทวีกับพระสังข์มาอยู่ด้วยกันดังเดิม ฝ่ายท้าวยศวิมลก็เชื่อในความฝันนั้น พระองค์จึงยกขบวนเสด็จไปรับพระนางจันท์เทวีกลับมา แต่ตามตัวพระสังข์ไม่เจอ ทั้งสองจึงตัดสินใจปลอมตัวเพื่อเข้าเมืองไปตามหาพระสังข์

ท้าวยศวิมลปลอมตัวเป็นช่างสานกระบุง ตะกร้า ส่วนพระนางจันท์เทวีก็ปลอมตัวเป็นแม่ครัว ทั้งคู่ทำตัวเป็นสามัญชนเพื่อเข้าไปในวัง วันหนึ่ง พระนางจันท์เทวีปรุงแกงฟักถวายพระสังข์ โดยแกะสลักชิ้นฟักเจ็ดชิ้นเป็นเรื่องราวของพระสังข์ตั้งแต่เยาว์วัย เมื่อพระสังข์เห็นฟักก็รู้ทันทีว่าเป็นพระมารดาของตน จึงรีบออกตามหาตัวแม่ครัว พระสังข์เข้ามาที่ห้องครัวและได้พบเจอกับพระมารดาที่พลัดพรากจากกันไปนาน

หลังจากนั้น ท้าวยศวิมล พระนางจันท์เทวี พระสังข์ และนางรจนา ก็เดินทางกลับเมืองยศวิมลดังเดิม ท้าวยศวิมลสั่งประหารให้ประหารพระนางจันทาเทวีเนื่องด้วยความผิดที่นางเคยทำไว้ และยกราชสมบัติให้แก่พระสังข์ได้ครองราชย์สืบต่อมา

โฆษณา



This entry was posted on วันอังคาร, ตุลาคม 18th, 2011 at 10:24 pm and is filed under วรรณคดีไทย. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.