ศรีธนญชัย

ศรีธนญชัย

กล่าวถึงนางแก้วผู้ใจบุญ นางผู้นี้ชอบทำบุญทำทานอยู่เสมอ และออกไปทำบุญอยู่ที่วัดตลอดพรรษามิเคยขาด วันหนึ่ง นางอยากจะไปทำบุญที่วัดหนึ่งที่ซึ่งอยู่คนละฝั่งแม่น้ำ จึงได้เตรียมข้าวปลาอาหารให้พร้อมเพื่อที่จะไปตักบาตร แต่วันนั้นฝนตกอย่างหนักจนเกิดน้ำท่วมทำให้นางไม่อาจจะข้ามฝากไปทำบุญได้ เผอิญมีพระรูปหนึ่งพายเรือผ่านมา นางจึงขออาศัยโดยสารเรือเพื่อข้ามฟากไปกับพระรูปนี้ แต่พระรูปนั้นกลับรีบร้อนไม่ยอมหยุดฟังคำพูดของนางเลย นางจึงโกรธมากและกล่าวออกมาว่า ขอให้มีลูกชายเพื่อที่ได้อยู่ร่วมกันกับพระรูปนั้น และใช้กรรมเวรนี้ให้จงได้ ว่าแล้วก็พลางโยนของที่เตรียมจะไปทำบุญตักบาตรลงไปในน้ำ

ไม่นานคำอธิษฐานของนางก็เป็นความจริง นางคลอดลูกออกมาเป็นชาย และตั้งชื่อลูกว่า ‘’ ไอ้กะตำป๋า ” (ศรีธนญชัย) เมื่ออายุได้ ๑๑ – ๑๒ ขวบ นางก็ส่งบุตรชายไปอยู่วัด เพื่อไปอยู่กับพระรูปที่ไม่ให้นางโดยสารเรือข้ามฝากในวันนั้น

วันหนึ่ง พระสั่งให้ศรีธนญชัยเอาผ้าไปซัก เมื่อศรีธนญชัยซักเสร็จก็เอาไปตากไว้ที่กองทราย พอดีมีหมาตัวหนึ่งผ่านมา ศรีธนญชัยจึงเกิดความคิดที่จะแกล้งพระรูปนี้ เด็กชายจึงไปหาน้ำตาลอ้อยกับงาดำมาผสมกันปั้นเป็นก้อนกลมๆให้คล้ายกับก้อนขี้หมา แล้วนำไปวางไว้บนผ้าของพระที่ตากไว้ เมื่อพระมาเห็นเข้าก็เรียกศรีธนญชัยมาต่อว่าอย่างหนัก และลงโทษให้ศรีธนญชัยกินขี้หมาก้อนนั้นเสีย ศรีธนญชัยแก้ตัวว่าเพราะมัวแต่ไปทำงาน จึงไม่ได้อยู่เฝ้าผ้าที่ตากเอาไว้ แต่พระก็ยังบังคับให้ศรีธนญชัยกินก้อนขี้หมาก้อนนั้นให้ได้ ศรีธนญชัยจึงหยิบก้อนนั้นขึ้นมากินหน้าตาเฉย จนทำให้พระเกิดความสงสัยถึงความเอร็ดอร่อยที่ศรีธนญชัยแสดงออกมาและขอลองชิมดูบ้าง พระจึงให้สั่งศรีธนญชัยบีบเอาขี้หมาออกมาให้หมดเพื่อพิสูจน์ข้อสงสัยนี้ พอเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อหมาผ่านมา ศรีธนญชัยจึงล่อหมาโดยเอาประตูหนีบตัวมันไว้จนขี้หมาไหลออกมา ศรีธนญชัยจึงเรียกให้พระมากินขี้หมาเพื่อเป็นการแก้แค้นให้แม่ได้สำเร็จในครั้งที่หนึ่ง

ต่อมาอีกวันหนึ่งพระมีธุระต้องเข้าไปในเมือง จึงสั่งศรีธนญชัยว่าหากมีใครมาเรียกไม่ให้เปิดประตู ศรีธนญชัยสบโอกาสที่จะแกล้งพระเป็นครั้งที่สอง เพราะเมื่อตกดึกพระก็กลับมาแล้วตะโกนเรียกให้ศรีธนญชัยเปิดประตู แต่ศรีธนญชัยก็ตะโกนตอบกลับไปว่า หลวงพี่สั่งไม่ให้เปิด ทำให้พระรูปนั้นไม่สามารถเข้าห้องได้ และต้องนอนตัวงอก่ออยู่นอกกุฏิจนสว่าง

ผ่านไปหลายปีจนศรีธนญชัยมีอายุมากขึ้น แต่ก็ยังร่ำเรียนอะไรไม่สำเร็จเสียทีเพราะมัวแต่แกล้งพระไปวันๆ วันหนึ่งศรีธนญชัยไปหาพระแล้วบอกว่าตนจะไปค้าขายเกลือ ด้วยความที่พระอยากจะออกไปเห็นบ้านเมืองอื่นบ้าง พระจึงขอตามไปด้วย ศรีธนญชัยรู้ดีว่าพระจะขี่ม้าไป จึงแกล้งเอาหมามุ่ยไปเคาะใส่ไว้ที่อานม้า ส่วนศรีธนญชัยก็หาบเกลือเดินตามไป

พระที่โดนหมามุ่ยก็เกิดอาการคันก้นและเกาไปตลอดทาง เมื่อพระขี่ม้ามาทันศรีธนญชัย ก็ชวนให้ศรีธนญชัยขึ้นมาขี่ม้าแทน ส่วนพระจะอาสาหาบเกลือให้ ศรีธนญชัยรีบตกลงและเมื่อได้ขึ้นขี่ม้าแล้วก็รีบขี่ม้าออกไปอย่างรวดเร็วจนพระหาบเกลือตามไม่ทัน

ศรีธนญชัยตัดสินใจซ่อนเกลือไว้ในน้ำเพื่อป้องกันไม่ให้คนเห็น พระจึงก็เอากาบเกลือทิ้งลงไปในน้ำตรงส่วนที่ลึกมากจนมองไม่เห็น ฝ่ายศรีธนญชัยเมื่อไม่เห็นหาบเกลือก็ถามพระว่าเอาไปไว้ไหน พระก็ตอบตามตรงว่าเอาไปซ่อนไว้ในน้ำเสียแล้ว ศรีธนญชัยจึงชวนพระให้กลับไปงมหาเกลือ แล้วพูดว่าปลาคงจะเอาไปกินเสียแล้ว จึงตัดสินใจงมเอาปลาดุกขึ้นมา พระตบหูปลาดุกจนเงี่ยงปลาดุกตำมือด้วยความเจ็บปวด พระจึงบอกให้ศรีธนญชัยช่วยหามตนกลับเพราะตนไม่สามารถไปไหนได้เองด้วยความเจ็บมือ แต่ศรีธนญชัยก็ปฏิเสธว่าเรามากันเพียงสองคนเท่านั้น จะหามกันไปได้อย่างไร

ศรีธนญชัยจึงปีนขึ้นไปบนเขาแล้วก็กลิ้งเอาก้อนหินลงมาเพื่อหวังจะให้โดนพระที่นั่งพักอยู่ พร้อมทั้งตะโกนว่า ‘’ ไม่เสือก็หมี ไม่หนีก็ตายเน้อ” พระเมื่อเห็นก้อนหินกำลังจะตกลงมาก็เกรงจะตกลงมาทับตน จึงรีบวิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิตกลับมาจนถึงวัด

เมื่อถึงวัดศรีธนญชัยก็จัดการเอาปลาดุกตัวที่งมมาได้มาปิ้งกิน ฝ่ายพระก็สั่งให้ศรีธนญชัยเก็บไว้ให้ตนกินบ้าง แต่ศรีธนญชัยกลับกินเสียจนหมด และทิ้งไว้เพียงก้างปลาให้พระกิน จากนั้นจึงไปจับแมลงวันมาใส่ไว้ในกล่องข้าวเพื่อหลอกพระว่า แมลงวันตัวนั้นกินข้าวในกล่องจนหมด จากนั้นศรีธนญชัยจึงหลอกพระให้มาแข่งกันฆ่าแมลงวันโดยศรีธนญชัยสานตะแกรงมาให้พระแล้วบอกว่า หากแมลงวันเกาะผมให้หลวงพี่เอาตะแกรงนี่ตบได้เลย แต่หากแมลงวันเกาะหลวงพี่ผมจะตีเอาบ้าง เมื่อต่างรับคำตามสัญญาแล้วก็เริ่มการแข่งขัน ครั้งเมื่อแมลงวันบินมาเกาะศรีธนญชัย พระก็เอาตะแกรงสานตบลงที่ศรีธนญชัยจนเกิดความเจ็บเพียงเล็กน้อย แต่เมื่อแมลงวันบินหนีมาเกาะที่ศีรษะพระ พระก็สั่งให้ศรีธนญชัยตีเลย ศรีธนญชัยจึงได้นำเอาค้อนมาตีลงไปบนหน้าผากพระ จนพระถึงแก่ความตายในที่สุด หนี้กรรมหนี้เวรระหว่างแม่ของศรีธนญชัยกับพระจึงจบสิ้นลงแต่เพียงเท่านี้

วันหนึ่ง ศรีธนญชัยนึกอยากจะไปเล่นหมากรุกกับพระที่วัด ศรีธนญชัยจึงเดินจากบ้านมาถึงริมน้ำ พอดีเห็นเณรองค์หนึ่งพายเรือผ่านมา จึงเรียกขอให้เณรจอดก่อนจะขอติดเรือเพื่อข้ามฝั่ง เณรองค์นั้นรีบจอดเรือ แล้วทำทีเป็นเดินข้ามไปข้ามมา ก่อนจะลุกขึ้นยืนพายอย่างตั้งอกตั้งใจ ศรีธนญชัยเกรงว่าเรือจะล่มหากเณรยังยืนพายอยู่อย่างนั้น จึงถามเณรไปว่า ทำไมจึงไม่นั่งพาย เมื่อเณรองค์นั้นได้ฟัง ก็เอาพายพาดเรือแล้วนั่งลงทับพายไว้ ศรีธนญชัยเสียทีเณรเสียแล้ว และรู้สึกคั่งแค้นใจเป็นอย่างมาก

ศรีธนญชัยบอกให้เณรช่วยพายเรือด้วยวิธีปกติเหมือนอย่างชาวบ้านชาวเมืองเขาเถิด เณรก็ทำตามและถามศรีธนญชัยว่าจะขึ้นตรงไหน ศรีธนญชัยซึ่งขณะนั้นกำลังโกรธ ก็กล่าวออกไปว่าจะจอดตรงไหนก็ตามใจเถิด เมื่อเณรเห็นหมู่กอไผ่ขึ้นเรียงรายอยู่ริมตลิ่งก็รีบเสือกหัวเรือเข้าไป ทำให้ศรีธนญชัยจำเป็นต้องลุยหนามไผ่หรือหนามซอเกือบครึ่งค่อนวันกว่าจะหลุดออกมาได้ และนี่ก็ทำให้ศรีธนญชัยเสียทีเป็นครั้งที่ 3

ต่อมาไม่นาน สามเณรรูปนี้ที่เคยทำให้ศรีธนญชัยเสียทีถึงสามครั้งสามหนนึกอยากรับราชการ จึงขออนุญาตโยมพ่อโยมแม่และอุปัชฌาย์สึกออกมา ก่อนจะไปถวายตัวกับพระเจ้าภูเบศ หลังจากสึกออกมาก็ปฎิบัติหน้าที่อย่างดีไม่มีขาดตกบกพร่อง จนในที่สุดก็ได้เลื่อนขึ้นเป็นนายเวรผู้พิจารณาความชั้นต้น

อยู่มาวันหนึ่ง ตายายคู่หนึ่งได้เข้ามาร้องเรียนกับนายเวรว่า ศรีธนญชัยได้ขอยืมเงินตนไปหนึ่งชั่งห้าตำลึง และบอกว่าจะเอามาคืนภายในสองเดือน แต่นี่ก็ผ่านมาปีกว่าแล้วศรีธนญชัยก็ยังคงนิ่งเฉย นายเวรจึงเรียกคู่ความมาสอบสวน ศรีธนญชัยอ้างว่าข้อความในสัญญาบอกไว้ว่า ต้องครบสองเดือนจึงจะใช้หนี้ให้ แต่นี่เพิ่งจะเดือนเดียวเท่านั้น ไม่รู้ว่าตายาจะรีบทวงไปทำไม นายเวรรู้ทันเล่ห์กลของศรีธนญชัย จึงถามกลับไปว่า เดือนที่ท่านหมายถึงคือเดือนบนฟ้าใช่หรือไม่ ศรีธนญชัยรับคำว่าใช่ นายเวรจึงเรียกคู่ความมาตัดสินอีกครั้งในเวลากลางคืน พร้อมชี้ให้ดูเดือนบนท้องฟ้ากับเดือนอีกดวงหนึ่งที่ปรากฏเงาอยู่ในน้ำ ซึ่งรวมเป็นสองเดือนพอดี ด้วยความจำนน ศรีธนญชัยจึงต้องใช้หนี้คืนแก่โจทก์ไปแต่โดยดี หลังจากจบคดีความ ศรีธนญชัยก็เริ่มชักสงสัยว่านายเวรผู้นี้อาจมีอดีตชาติเป็นพระ และกลับมาเกิดใหม่เพื่อแก้แค้นตนเป็นแน่

หลังจากแพ้คดี ศรีธนญชัยก็มีแต่ความกลัดกลุ้มเศร้าหมองจนร่างกายซูบผอม แถมยังมีโรคภัยเบียดเบียนมากมาย ศรีธนญชัยคิดว่าตนคงจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จึงให้ภรรยาไปเข้าเฝ้าพระเจ้าภูเบศเพื่อเชิญพระองค์มาทูลความสำคัญ ฝ่ายพระเจ้าภูเบศเห็นแก่ว่าคนใกล้จะตาย จึงรีบเสด็จมาหาศรีธนญชัย แต่เมื่อมาถึงศรีธนญชัยกลับกราบทูลแต่เพียงว่า “การที่จะเสวยปลาหมอปิ้งนั้นให้หมั่นกลับอย่าให้หนังแห้งจึงจะอร่อย” พระเจ้าภูเบศเกิดอารมณ์โกรธแค้นศรีธนญชัยเป็นอย่างมาก จึงตรัสตอบแก่ศรีธนญชัยว่า “มึงตายเมื่อไรกูจะให้สนมนางในมาเยี่ยวรดกองกระดูกให้สมใจ” เมื่อศรีธนญชัยได้ฟังดังนั้น จึงสั่งให้ภรรยาไปเอาไม้ลังตังมาใช้เผาศพตนโดยห้ามใช้ไม้อย่างอื่น

ครั้นเมื่อศรีธนญชัยเสียแก่ชีวิต นางข้าหลวงได้รับพระบัญชาจากพระเจ้าภูเบศให้มาเยี่ยวรดเถ้ากระดูกของศรีธนญชัยตามที่เคยตรัสเอาไว้ นางข้าหลวงต่างโดนขุยไม้ลังตังฟุ้งเข้าใส่ถึงในร่มผ้า และต่างคันคะเยอกันไปทั่ว นี่จึงนับเป็นว่าเชาว์ปัญญาวาระสุดท้ายที่ศรีธนญชัยยอดตลกหลวงยังคงรักษาเกียรติภูมิของตนเอาไว้ แม้ว่าจะใช้ความฉลาดไปในทางแกมโกงซะเป็นส่วนใหญ่ก็ตาม

โฆษณา



This entry was posted on วันพุธ, ตุลาคม 19th, 2011 at 8:24 pm and is filed under วรรณคดีไทย. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.