รามเกียรติ์

 

 

 

รามเกียรติ์ เป็นนวนิยายที่ถูกแปลงมาจากเรื่อง รามยณะ ที่เมื่อประมาณ 2,400 ปีเศษ มาแล้ว ฤาษีวาลมิกิ ชาวอินเดีย เป็นผู้แต่งขึ้นด้วยภาษาสันกฤต บทละครเรื่องนี้ได้ถูกแพร่หลายจากอินเดียไปยังประเทศใกล้เคียง และได้มีการปรับแก้ไขเพิ่มเติมรายละเอียดให้แตกต่างออกไปจากต้นฉบับ สำหรับประเทศไทยนั้น เรื่องรามเกียรติ์ถูกแต่งขึ้นตั้งแต่ในสมัยกรุงธนบุรี ซึ่งขณะนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงพระราชนิพนธ์เอาไว้สำหรับให้ละครหลวงเล่น ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯก็ได้ทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องนี้ขึ้น เพื่อแต่งเดิมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์เพื่อใช้ในการเล่นละคร ซึ่งบางส่วนของบทละครนี้ทรงเลือกเฉพาะตอนที่จะนำมาแสดงละครเพื่อนำมาพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่ ส่วนบางตอนก็โปรดเกล้าฯให้สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และกรมหมื่นกวีพจน์สุปรีชาตรวจชำระและจัดพิมพ์ขึ้นในงานพระราชกุศลฉลองพระตำหนักจิตรดารโหฐาน ในปี พ.ศ. ๒๔๕๖ บทละครที่ทรงพระราชนิพนธ์ถือเป็นหนังสือที่ใช้ภาษาไทยได้ดี ไม่น่าเบื่อ  และถือเป็นหนังสือสำคัญของชาติไทย

จนเรื่อยมาถึงในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า ซึ่งทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่องรามเกียรติ์ใหม่เพื่อใช้ในการเล่นโขน ซึ่งมีเพียงบางตอนเท่านั้นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาแต่งใหม่ เช่น ตอนนางลอย ตอนหักคอช้างเอราวัณ ตอนสีดาลุยไฟ เป็นต้น

รามเกียรติ์จึงถือเป็นวรรณคดีที่สำคัญของไทย มีความไพเราะของสำนวนกลอน มีคติสอนใจ และให้แง่คิดต่างๆสอดแทรกเอาไว้ตลอดทั้งเรื่อง ด้วยเหตุนี้จึงทำให้บทละครเรื่องนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย

กล่าวถึงหิรันตยักษ์ที่อาศัยอยู่ ณ ยอดเขาจักรวาล ยักษ์ตนนี้ได้บำเพ็ญตบะอย่างหนักเพื่อขอพรจากพระอิศวรให้มีฤทธิ์มากขึ้น แต่เมื่อได้รับพรมาแล้ว ก็คิดกำเริบว่าตนเก่งที่สุดในปฐภี จึงได้ม้วนแผ่นดินแล้วเหาะนำกลับไปไว้ที่เมืองบาดาล เหล่าเทวดาทูลความฟ้องพระอิศวรถึงการกระทำของยักษ์ พระอิศวรจึงโปรดให้พระนารายณ์ไปปราบ พระนารายณ์ก็สามารถนำแผ่นดินกลับมาคลี่ไว้ที่เดิม แล้วเดินทางกลับมายังเกษียณสมุทร จนพบดอกบัวบานที่มีกุมารน้อยอยู่ในนั้น จึงได้นำเอากุมารไปถวายแก่พระอิศวร พระอิศวรจึงสั่งให้พระอินทร์ไปสร้างเมืองให้ที่ป่าทวาราวดี โดยตั้งชื่อกุมารว่า อโนมาตัน พร้อมมอบอาวุธคือ ตรีเพชร คทา และธำมรงค์ เพื่อให้ไปปกครองเมืองนั้น นอกจากนี้ พระอินทร์ยังได้มอบมเหสีที่ชื่อว่านางมณีเกสร ซึ่งต่อมาก็ให้กำเนิดโอรสนามว่า อัชบาล เมื่อท้าวอัชบาลเติบใหญ่ก็ได้สมรสกับนางเทพอัปสร และมีโอรสชื่อ ทศรถ

ฝ่ายสหบดีผู้เป็นพระพรหมที่เคยให้สหมลิวันไปปกครองทวีปลังกา แต่ก็หนีพระนารายณ์ไปอยู่เมืองบาดาลแทน ทวีปลังกาจึงกลายเป็นเมืองร้างไร้การปกครอง เมื่อสหบดีเห็นว่าเมืองนี้ควรมีการสืบวงศ์พรหมต่อไป จึงได้สั่งให้พระวิษณุพรหมไปสร้างเมืองใหม่ พระวิษณุทรงพบว่าเมืองนี้มีเกาะกลางทวีปเป็นภูเขาสูงชื่อ นิลกาฬ ตั้งตระงานอยู่กลางเกาะ และเห็นว่าเป็นทำเลที่เหมาะแก่การสร้างเมืองที่มั่นคง สามารถป้องกันการโจมจีของข้าศึกได้ จึงทรงสร้างเมืองและตั้งชื่อว่า พิชัยลังกา ท้าวสหบดีได้ให้ญาติชื่อท้าวจตุรพักรไปครอง พร้อมมอบอาวุธคือ ตรีศูล คทา ฉัตรแก้ว และพระเวทกำกับฉัตร ซึ่งสามารถหลอกตาไม่ให้ข้าศึกมองเห็นเมือง หากยกฉัตรขึ้นบังแสงอาทิตย์ และยังประทานนางมลิกาไปเป็นมเหสีคู่กายด้วย ต่อมา มเหสีองค์สุดท้ายของท้าวลัสเตียนที่ชื่อว่า พระนางรัชดาเทวี ได้ให้กำเนิด ทศกรรฐ์ ออกมา

กล่าวถึงยักษ์ชื่อ อสุรพรหม ที่อาศัยอยู่เชิงเขาจักรวาล ยักษ์ตนนี้ต้องการมีฤทธิ์มากจึงทูลขอพระอิศวรเพื่อขอกระบองที่ไม่มีใครสู้ได้ พระอิศวรก็ประทานกระบองเพชร แต่ก็มี มาลีวัคคพรหม ที่ทูลทักท้วงว่าการประทานกระบองเพชรแก่อสุรพรหมจะทำให้โลกเดือดร้อนได้ เพราะอสุรพรหมเป็นยักษ์ที่ต่ำช้า พระอิศวรควรจะประทานอาวุธให้แก่ท้าวอัชบาลด้วย เพื่อเอาไว้ใช้ปราบอสุรพรหม พระอิศวรเห็นด้วยจึงทรงประทานพระขรรค์และพรแก่ท้าวอัชบาล ซึ่งภายหลังอสุรพรหมก็ถูกฆ่าตาย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มาลีวัคคพรหมกลายเป็นเพื่อนสนิทกับท้าวอัชบาลในเวลาต่อมา

กาลต่อมา มาลีวัคคพรหมเสด็จไปทูลาพระอิศวรเพื่อไปอยู่ที่เขายอดฟ้า พระอิศวรเห็นว่ามาลีวัคคพรหมเป็นพรหมที่มีความซื่อสัตย์ จึงประทานพรให้มีวาจาสิทธิ์ ทั้งได้ตั้งชื่อให้ใหม่ว่าท้า วมาลีวราช ทำหน้าที่ปกครองเหล่าคนธรรพ์และยักษ์

กล่าวถึง ยักษ์ตรีบุรัม ผู้ครองเมืองโสพัส ซึ่งต้องเอาชนะพระนารายณ์ให้ได้ จึงทนบำเพ็ญตบะเพื่อขอพรจากพระอิศวร จนในที่สุดพระอิศวรก็ต้องเสด็จลงมาให้พรตามที่ขอว่า พระนารายณ์จะไม่สามารถฆ่าตรีบุรัมได้ เมื่อยักษ์ได้พรแล้วก็คิดกำเริบไปข่มเหงเทวดาและนางฟ้าจนถึงสวรรค์ชั้นหกเดือดร้อนไปทั่ว และต่างก็พากันมาฟ้องพระอิศวร พระพรหมเห็นว่าพระนารายณ์ไม่อาจปราบยักษ์ตรีบุรัมได้ตามพรที่ตนเคยมอบไป พระอิศวรจึงจำเป็นต้องยกทัพไปปราบเอง

พระอิศวรสั่งให้พระขันธกุมารเป็นกองทัพหน้า พระราหูถือธง พระพิเนตรเป็นปีกซ้าย พระพินายะเป็นปีกขวา พระกาฬเป็นเกียกกาย ท้าวเวสสุวรรณเป็นยกกระบัตร และพระเพลิงเป็นกองหลัง ส่วนพระอิศวรนั่งบนหลังพระโคอุสุภราช เพื่อยกทัพไปปราบยักษ์ตนนี้ พระอิศวรเอากำลังพระพรหมผสมกับพระเดชเป็นเกราะเพชร และนำเขาพระสุเมรุมาเป็นคันธนูพร้อมให้ชื่อว่า มหาโลหะโมลี และเอาอนันตนาคราชเป็นสายธนู และโปรดให้พระนารายณ์เป็นลูกศร แต่ก็ไม่สามารถยิงได้เนื่องจากพรที่พระอิศวรเคยมอบไว้ พระอิศวรจึงเปิดตาที่สามเพื่อฆ่ายักษ์ตรีบุรัมให้ตายด้วยเพลิงกรด จากนั้นจึงมอบธนูโลหะโมลีไว้ที่เมืองมิถิลาและฝากเกราะเพชรไว้ที่พระฤาษีอัคถะดาบส เพื่อเก็บไว้เป็นสมบัติของพระนารายณ์ตอนอวตารมาปราบเหล่ายักษ์

กำเนิดทศกรรฐ์
กล่าวถึงยักษ์นนทก ผู้มีหน้าที่ล้างเท้าให้เทวดาที่มาเฝ้าพระอิศวร ณ เชิงเขาไกรลาส นนทกเกิดความเจ็บแค้นเป็นอย่างมากที่ถูกเหล่าเทวดาลูบหัวทุกวันจนหัวล้าน จึงได้เดินทางไปเฝ้าพระอิศวรเพื่อทูลขอนิ้วเพชร หากชี้ไปที่ใครผู้นั้นจะต้องตาย เมื่อพระอิศวรได้มอบพรให้แล้วจึงกลับไปทำหน้าที่ตามเดิม ครั้นเมื่อถูกเหล่าเทวดาลูบหัวอีก นนทกจึงเอานิ้วเพชรชี้เทวดาจนล้มตายไปเป็นอันมาก เมื่อพระอิศวรทราบเรื่องจึงสั่งให้พระนารายณ์ไปปราบ

พระนารายณ์ได้แปลงกายเป็นนางอัปสรเพื่อร่ายรำยั่วยวนนนทก และหลงเอานิ้วเพชรชี้ไปที่ต้นขาของตนเองล้มลง นนทกสบประมาทว่าพระนารายณ์เกรงฤทธิ์ของตนจนต้องปลอมเป็นหญิงมาหลอก พระนารายณ์จึงขึ้นเหยียบอกนนทกไว้ แล้วสาปให้นนทกไปเกิดใหม่เป็นยักษ์ที่มีสิบหัวสิบหน้าและยี่สิบมือ สามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ โดยมีคทาและธนูเป็นอาวุธ ส่วนพระองค์จะไปเกิดเป็นมนุษย์ที่มีเพียง 2 มือ แล้วตามไปฆ่านนทกให้ตายด้วยตนเอง

เมื่อนนทกตายจึงไปเกิดใหม่เป็นโอรสของท้าวลัสเตียนและพระนางรัชดาเทวีและมีชื่อว่าทศกรรฐ์ ทศกรรฐ์มีน้องชาย 2 คน ชื่อ พิเภกและกุมภกรรณ และมีน้องสาวหนึ่งคนชื่อนางสำมนักขา ต่อมาได้ไปศึกษาพระเวทย์กับฤาษีโคบุตรจนเกางกล้า

กำเนิดพิเภก

เมื่อพระอิศวรทราบว่านนทกกลับไปเกิดใหม่เป็นทศกรรฐ์ที่กรุงลงกา และเป็นยักษ์ที่มีฤทธิ์มากและแสนร้ายกาจ จึงทรงเห็นว่าแม้พระนารายณ์จะอวตารลงไปปราบก็คงจะยาก จึงสั่งให้เวศญาณเทพบุตรลงไปเกิดเป็นโอรสของท้าวลัสเตียนกับพระนางรัชดาเทวีอีกคนนามว่าพิเภก เพื่อใช้เป็นไส้ศึกให้กับพระนารายณ์ พร้อมประทานแว่นวิเศษใช้เรียนวิชาโหราศาสตร์

กำเนิดพาลี สุครีพ

กล่าวถึง ฤาษีโคดม ซึ่งเดิมที่เป็นกษัตริย์ครองเมืองสาเกต แต่ไม่มีโอรสธิดาเสียทีจึงตัดสินใจออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญตบะในป่าจนถึงสองพันปี ฤาษีมีหนวดเครายาวรุงรัง จนนกกระจาบมาทำรัง นกกระจาบกล่าวกับพระฤาษีโคดมว่า ฤาษีนั้นเป็นคนบาปเนื่องด้วยไม่มีบุตรธิดาสืมราชวงศ์และยังหนีมาออกบวชเช่นนี้ เมื่อพระฤาษีได้ฟังดังนั้น จึงบำเพ็ญตบะเพื่อตั้งพิธีขอผู้หญิงขึ้นมา และปรากฏเป็น นางกาลอจนา ทั้งคู่อยู่กินกันจนมีธิดาชื่อว่า นางสวาหะ

ต่อมา พระอินทร์ และพระอาทิตย์ต้องการจะแบ่งฤทธิ์ไปช่วยพระนารายณ์ปราบยักษ์ จึงบันดาลให้นางตั้งครรภ์และคลอดโอรส ออกมาเป็น พระยากากาศและสุครีพ เมื่อพระฤาษีทราบเรื่องจึงปล่อยลูกทั้งสามลงน้ำ และอธิษฐานว่าถ้าใครเป็นลูกให้ว่ายน้ำกลับมาหาตน แต่ถ้าไม่ใช่ให้กลายเป็นลิงเข้าป่าไป ซึ่งมีแต่นางสวาหะคนเดียวว่ายกลับมา ส่วนพระยากากาศและสุครีพก็กลายเป็นลิงวิ่งหนีเข้าป่าไป พระฤาษีโกรธนางกาลอัจนามากจึงสาปให้เป็นหิน ส่วนนางกาลอัจนาก็สาปนางสวาหะให้ยืนขาเดียวกินลมอยู่ในป่าเชิงเขาจักรวาล และจะพ้นคำสาปเมื่อมีลูกเป็นลิงที่มีฤทธิ์เลิศเหนือกว่าลิงทั่วไป

กำเนิดนิลพัท หนุมาน
ฝ่ายพระอินทร์และพระอาทิตย์รู้สึกสงสารลูก จึงบันดาลเมืองขีดขินขึ้นมา แล้วให้พระยากากาศเป็นเจ้าเมือง ส่วนสุครีพเป็นมหาอุปราช พร้อมสอนพระเวทย์ให้ทั้งคู่ด้วย

กล่าวถึงเมืองชมพูที่มีท้าวมหาชมพูเป็นเจ้าเมือง มีมเหสีชื่อนางแก้วอุดร และเป็นเพื่อนสนิทของพระยากากาศ เจ้าเมืองไม่มีโอรสธิดา พระอิศวรจึงประทานลูกพระกาฬชื่อ นิลพัท ไว้ให้เป็นหลาน

เมื่อหนุมานเกิดมา นางสวาหะจึงพ้นคำสาป และบอกกับหนุมานว่าถ้าผู้ใดมาทักเกี่ยวกับกุณฑลขนเพชรในตัว คนนั้นคือพระนารายณ์ และให้หนุมานเข้าสวามิภักดิ์แก่ผู้นั้นเสีย จากนั้น หนุมานจึงได้ลาพระพายและพระมารดาไป

ต่อมาพระพายได้พาหนุมานไปเฝ้าพระอิศวร พระอิศวรจึงให้คาถามหามนต์ แปลงกาย หายตัว นะจังงัง ร่างกายคงทนต่ออาวุธ อายุยืน และหากถูกฆ่าตายเมื่อถูกลมพัดก็จะฟื้นขึ้นมาใหม่ให้ และมอบโอรสชื่อชมพูพานซึ่งเกิดจากเหงื่อไคลของพระองค์ให้แก่หนุมานด้วย

หนุมานไปอยู่กับพระยากากาศ และสุครีพที่เมืองขีดขิน เมื่อถึงฤดูฝน ซึ่งจะมีเหล่าเทวดารวมถึงพระอรชุนมาร่ายรำเล่นฝนร่วมด้วย ผ่ายนางมณีเมขลาที่มีหน้าที่เฝ้าพระสมุทรก็นำแก้วมณีออกไปร่ายรำด้วย เมื่อรามสูรเห็นเข้าจึงเข้าแย่ง แต่ก็แย่งไม่ได้ ขณะนั้นพระอรชุนเหาะผ่านมาพอดี ด้วยความโกรธรามสูรจึงจับขาอรชุนฟาดเข้ากับเขาพระสุเมรุจนเขาทรุดลง พระอิศวรจึงสั่งให้นำพระยานาคพันยอดเขาไว้ และสั่งเหล่าเทวดา คนธรรพ์ นาค ครุฑ พระยากากาศ สุครีพ ช่วยกันดึง แต่ไม่สำเร็จ สุครีพจึงจี้สะดือของพระยานาค ทำให้พระยานาคบิดตัวอย่างแรง และฉุดเขาพระสุเมรุจนตั้งตรงได้

ต่อมาเมื่อพระยากากาศขึ้นไปเฝ้าพระอิศวร พระอิศวรจึงตั้งชื่อใหม่ให้ว่า พระยาพาลี พร้อมให้พรว่า หากมีผู้ใดมาต่อสู้ด้วยกำลังของศัตรูจะลดลงครึ่งหนึ่ง พร้อมประทานตรีเพชรให้ด้วย จากนั้นจึงฝากผอบใส่นางดาราให้แก่สุครีพ เพื่อตอบแทนที่สามารถตั้งเขาพระสุเมรุให้ตรงได้ พระนารายณ์ค้านว่าไม่ควรฝากไป แต่พระยาพาลีก็ถวายสัตย์ว่าจะไม่เปิดผอบ หากเสียสัตย์จะขอตายด้วยศรของพระราม เมื่อกลับถึงเมืองพระยาพาลีก็ผิดคำสัญญาเปิดผอบและพบนางดารา พระยาพาลีจึงได้เป็นเมีย

กำเนิดนางมณโฑ

กล่าวถึงฤาษี 4 องค์ ที่ภูเขาหิมพานต์ ฤาษีบวชมานานได้สามหมื่นปีแล้ว โดยในทุกเช้าจะมีโคนมมาที่บรรณศาลา แล้วหยอดนมให้ฤาษีฉันอาหารทุกวัน และที่หินก็มีมีกบตัวเมียอาศัยอยู่ ซึ่งพระฤาษีจะให้กบเป็นทานทุกวันเช่นกัน วันหนึ่งมีนางนาคขึ้นมาจากบาดาลเพื่อมาตามหาคู่ บังเอิญพบงูดินจึงได้ร่วมรักกัน เมื่อพระฤาษีเห็นเข้า นางนาคก็รู้สึกอับจนอายแทรกบาดาลหายไป และกลัวความลับจะไปถึงหูของบิดา ก่อนไปจึงได้คายพิษไว้ในอ่างนม กบที่เห็นเหตุการณ์จึงได้แสดงความกตัญญูด้วยการตกลงไปในอ่างนมและขาดใจตาย เมื่อพระฤาษีมาพบเข้าจึงช่วยชุบชีวิตกบตัวนั้นแล้วสอบถามความจริง พระฤาษีเห็นความดีความชอบของกบ จึงช่วยชุบนางเป็นมนุษย์ และตั้งชื่อว่า นางมณโฑ ฤาษีพานางมณโฑไปถวายแก่พระอิศวร พระอิศวรจึงให้เป็นไปเป็นนางกำนัลของพระอุมา ซึ่งพระอุมาก็ได้สอนพระเวทย์ต่าง ๆ ให้แก่นางมากมาย

ฝ่ายเมืองบาดาล พระยากาลนาคเห็นว่า ตั้งแต่ท้าวสหมลิวันมาอยู่ ก็เกิดความเดือดร้อนไปทั่วและเห็นว่าควรจะปราบเสียแต่แรกท้าวสหมลิวันจึงไปขอความช่วยเหลือจากท้าวลัสเตียนผู้เป็นหลาน จนในที่สุดพระยากาลนาคก็รบพ่ายแพ้ท้าวลัสเตียน จึงได้ถวายราชธิดาที่ชื่อว่า นางอัคคี ให้แก่ท้าวลัสเตียน ซึ่งท้าวลัสเตียนก็รับไว้ให้เป็นชายาของทศกรรฐ์

กล่าวถึง ยักษ์วิรุฬหก ซึ่งอาศัยอยู่นครบาดาลใต้เขาตรีกูฎ ปีหนึ่งยักษ์วิรุฬหกจะขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรถึงเจ็ดครั้ง เมื่อวันหนึ่งได้ขึ้นไปเฝ้าพระอิศวร แต่พบว่าพระอิศวรกำลังบรรทมหลับ วิรุฬหกคิดว่าพระอิศวรอยู่ที่อยู่ท่ามกลางอสูรและเทพดา จึงกราบทุกคั่นปันไดที่ขึ้น สรภูตุ๊กแกที่เกาะอยู่บนยอดเขา เห็นเข้าก็ขบขัน ด้วยความโกรธ วิรุฬหกจึงโกรธถอดสังวาลย์นาคขว้างไปถูกเขาไกรลาสจนทรุดเอียง พระอิศวรตกพระทัยตื่น จึงสั่งให้ผู้อาสายกเขาไกรลาสขึ้น แต่เหล่าเทวดาก็ทำไม่สำเร็จ พระอิศวรจึงสั่งให้ทศกรรฐ์มายกเขาไกรลาสให้ตั้งตรงจนสำเร็จ ทศกรรฐ์คิดกำเริบขอประทานพระอุมา พระอิศวรก็ยกให้ แต่กายของพระอุมาร้อนแรงมากจนทศกรรฐ์อุ้มไม่ได้ จึงจำเป็นต้องอุ้มพระบาทของนางวางไว้เหนือหัวเพื่อพาเหาะกลับไป

เมื่อพระนารายณ์ทราบเรื่อง จึงแปลงกายเป็นชายแก่ไปดักทศกรรฐ์เอาไว้ และบอกว่ายังมีนางมณโฑที่สวยงามและเหมาะกับทศกรรฐ์มากกว่า ทศกรรฐ์เชื่อคำผู้ของชายแก่ จึงได้นำพระอุมาไปคืนพระอิศวรแล้วทูลขอนางมณโฑแทน พระอิศวรก็ประทานให้ ทศกรรฐ์จึงอุ้มนางมณโฑเหาะผ่านนครขีดขินเพื่อกลับไปยังลงกา เมื่อพระยาพาลีทราบว่าทศกรรฐ์บินผ่านเมืองตนก็โกรธ และเหาะขึ้นมาจะทำร้ายทศกรรฐ์ แล้วเข้าสู้รบจนชนะทศกรรฐ์ และยังได้แย่งชิงนางมณโฑที่ตนหลงรักกลับมาเป็นเมียได้ด้วย

 

กำเนิดทรพา ทรพี

กล่าวถึงยักษ์นนทกาลอสูร ผู้เฝ้าประตูกำแพงชั้นในของเขาไกรลาส ยักษ์จนนี้ได้ล่วงเกินนางมาลีซึ่งเป็นคนร้อยดอกไม้ จนนางนำความไปทูลฟ้องพระอิศวร พระอิศวรโกรธจึงสาปให้นนทกาลไปเกิดเป็นควายป่าชื่อ ทรพา และจะพ้นคำสาปเมื่อถูกฆ่าโดยลูกชายที่ชื่อว่าทรพี  ซึ่งเมื่อทรพาเข้ามาอยู่ในป่าก็ได้นางควายเป็นเมียหลายตัว แต่เมื่อนางควายตัวใดมีลูกตัวผู้ออกมา ก็จะถูกฆ่าตายหมด ยกเว้นเสียแต่นางควายนิลาที่หนีไปออกลูกในถ้ำสุรกานต์ และฝากให้เทวดาให้เลี้ยงดู เทวดาจึงได้ตั้งชื่อลูกควายนี้ว่าทรพี

เมื่อท้าวศากยวงศาผู้ครองเจ้าเมืองบาดาลได้ตายลง ไมยราพจึงได้ขึ้นครองเมืองแทนบิดา ไมยราพคิดถึงเรื่องที่บิดาสั่งไว้มิให้คบหากับทศกรรฐ์เนื่องจากเป็นยักษ์พาล ไมยราพเกรงว่าทศกรรฐ์อาจมารุกรานตนในวันข้างหน้าได้ จึงขึ้นจากบาดาลเพื่อไปเรียนพระเวทให้มากขึ้น ไมยราพมาศึกษาพระเวทด้านการสะกดทัพ หายตัว คงกระพันชาตรีกับพระสุเมธฤาษีที่ป่าหิมพานต์ และพระฤาษีได้ทำพิธีถอดดวงใจให้ไมยราพไปเก็บไว้ที่เขาตรีกูฎ

ฝ่ายกรุงไกยเกษในเมืองมนุษย์ มีท้าวไกยเกษปกครองเมืองอยู่ และมีมเหสีชื่อ ประไพวดี มีธิดาชื่อ นางไกยเกษี ท้าวไกยเกษเห็นว่าท้าวอัชบาลเป็นวงศ์พระนารายณ์ จึงถวายนางไกยเกษีให้แก่ทศรถ ต่อมาท้าวอัชบาลจึงได้ให้ท้าวทศรถขึ้นครองราชย์ และมีนางไกยเกษี เป็นพระมเหสี

ฝ่ายเมืองโรมพัตตัน มีท้าวโรมพัตปกครองเมืองอยู่ เมืองนี้เกิดทุพภิกขภัยไม่มีตกมาเป็นเวลาสามปี เจ้าเมืองจึงให้จัดพิธีขอฝน แต่ก็ไม่เป็นผลสำเร็จ ต่อมาทราบว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมีฤาษีตนหนึ่งมที่ชื่อกไลโกฎ บำเพ็ญตบะญาณจนแก่กล้าและทำให้เกิดความแห้งแล้งขึ้น ท้าวโรมพัตจึงให้ธิดาชื่อนางอรุณวดี ไปทำลายพิธี โดยต้องยอมตกเป็นเมียของฤาษี

นารายณ์อวตาร
ฝ่ายท้าวทศรถมีเพื่อนเป็นพญานกที่ชื่อสดายุ เนื่องจากพระองค์ไม่มีโอรสธิดาที่จะสืบทอดราชสมบัติ จึงทำพิธีขอโอรสที่มีฤทธิ์แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงได้ไปนิมนต์ฤาษีกไลโกฎและฤาษีอีก 4 องค์ ขึ้นไปเฝ้าพระอิศวรเพื่อทูลว่า โลกมีความเดือดร้อนเพราะพระอิศวรและพระนารายณ์ได้ประทานศรแก่ยักษ์ คงมีแต่ท้าวทศรถเท่านั้นที่จะช่วยกู้โลกได้ แต่พระองค์ก็ไม่มีโอรส จึงควรให้พระนารายณ์อวตารลงไปไปปราบเหล่ายักษ์นั้น พระอิศวรจึงสั่งให้พระนารายณ์อวตารไปเกิดเป็น พระราม ซึ่งเป็นโอรสท้าวทศรถ และมีจักรเป็นพระพรต สังข์และบัลลังก์นาคราชเป็นพระลักษณ์ และคทาเป็นพระสัตรุต รวมทั้งให้พระลักษมีไปเกิดเป็นนางสีดา ธิดาของทศกรรฐ์และพระนางมณโฑ

กำเนิดทหารพระราม

เหล่าเทวดาทั้งปวงพากันตามเสด็จไปช่วยพระนารายณ์เพื่อปราบเหล่ายักษ์ด้วย พระอิศวรจึงให้พรว่าหากเทวดาถูกพวกยักษ์ฆ่าตาย เมื่อลมพัดถูกตัวก็จะฟื้นขึ้นมาใหม่ดังเดิม เหล่าเทพยดาจึงรับพรแล้วจึงจุติมาเป็นวานรในโลกมนุษย์

ฝ่ายพระอิศวรให้ฤาษีไปบอกกับท้าวทศรถว่าจะให้ทำพิธีขอโอรส เมื่อตั้งพิธีปรากฎรูปอสูรทูนถาดข้าวทิพย์ และมีกลิ่นข้าวทิพย์โชยไปจนถึงกรุงลงกา ทำให้พระนางมณโฑต้องการเสวยข้าวทิพย์เป็นอย่างมาก ทศกรรฐ์จึงให้นางกากนาสูรแปลงเป็นอีกามาโฉบเอาข้าวทิพย์ เพื่อนำไปให้นางมณโฑครึ่งปั้น ส่วนที่เหลือสามปั้นครึ่งนั้น แบ่งให้แก่นางไกยเกษี นางเกาสุริยา และนางสมุทรเทวี

กำเนิดนางสีดา

เมื่อบริโภคข้าวทิพย์เข้าไป ทุกนางก็ทรงครรภ์ นางเกาสุริยาประสูติโอรสออกมาเป็นพระราม นางไกยเกษีประสูติโอรสเป็นพระพรต นางสมุทรเทวีประสูติโอรสมาเป็นพระลักษณ์และพระสัตรุต ส่วนพระนางมณโฑประสูติธิดามาเป็นนางสีดา

เมื่อตอนที่นางสีดาเกิดนั้นได้ร้องว่า ผลาญราพณ์ ออมาถึงสามครั้งซึ่งทุกคนได้ยินยกเว้นทศกรรฐ์กับนางมณโฑ ด้วยความดีใจทศกรรฐ์จึงได้ให้พิเภกทำนายดวงชะตาของธิดาให้ พิเภกทำนายว่านางสีดานั้นเป็นกาลกิณี ควรจะเอาไปทิ้งน้ำ ทศกรรฐ์จึงสั่งให้เอานางสีดาไปใส่ผอบลงไปทิ้งกลางทะเล แต่ก็ปรากฎเป็นดอกบัวใหญ่มารองรับตัวนางสีดาไว้ และดอกบัวก็ลอยทวนน้ำไปจนถึงอาศรมพระชนก ผู้ที่เคยเป็นกษัตริย์ครองเมืองมิถิลา พระฤาษีสงสารจึงนำไปเลี้ยงดู ต่อมาพระฤาษีเห็นว่านางสีดาทำให้ตนไม่สามารถสำเร็จญาณโลกีย์ได้  จึงนำผอบที่ใส่นางสีดาไปฝังใต้ต้นไทรใหญ่ให้เหล่าเทวดาอารักขา

กล่าวถึงกรุงศรีอยุธยา วันหนึ่งพระราม พระลักษณ์ พระพรต และพระสัตรุต นึกสนุกประลองศรกัน พระรามแกล้งยิงหลังนางค่อมกุจจี จนนางค่อมเกิดความเจ็บแค้นและอับอาย จนนึกอาฆาตแค้นพระรามตั้งแต่นั้น เมื่อพระโอรสเจริญวัย ท้าวทศรถจึงส่งให้พระรามไปศึกษาพระเวทกับฤาษีสององค์ชื่อ ฤาษีวสิษฐ์และฤาษีสวามิตร จนสำเร็จเรียนศิลปศาสตร์อย่างชำนาญ และเห็นว่าจากนี้เหล่ายักษ์จะต้องตายด้วยศรพระรามเป็นแน่ แต่เมื่อเห็นว่าพระรามยังไม่มีศรประจำกาย จึงตั้งพิธีขอศรจากพระอิศวร พระอิศวรจึงได้ประทานศรให้องค์ละสามเล่มซึ่งมีฤทธิ์ต่างกัน พระรามได้ศรชื่อ ศรพรหมมาสตร์ ศรอัคนิวาต และศรพลายวาต เมื่อกลับถึงกรุงศรีอยุธยา พระรามจึงลองศรให้ท้าวทศรถชื่นชม

ทางด้านของท้าวไกยเกษที่เห็นว่าตนนั้นชราภาพมากแล้ว จึงไปขอลูกของพระนางไกยเกษีมาเลี้ยงดูเพื่อไว้ป้องกันศึกสงคราในภายหน้า ท้าวทศรถจึงได้พระพรตกับพระสัตรุตให้ไป

นับตั้งแต่ทศกรรฐ์ถอดดวงใจออกแล้วก็มีความกำเริบมากขึ้น ทศกรรฐ์คิดจะกำจัดเหล่านักพรตที่อาจมีผลให้เกิดอันตรายต่อเหล่ายักษ์ในอนาคตได้ จึงสั่งให้นางกากนาสูรและไพร่พลยักษ์แปลงตัวเป็นกาเพื่อไปทำลายพิธีบำเพ็ญตบะ จนสุดท้ายพวกฤาษีก็ต้านทานพวกยักษ์ไม่ได้ จึงไปขอให้ท้าวทศรถช่วย ท้าวทศรถจึงส่งให้พระรามและพระลักษณ์ไปช่วยปราบ

พระรามและพระลักษณ์แผลงศรไปถูกนางกากนาสูรจนตาย สวาหุและม้ารีสซึ่งเป็นลูกของนางกากนาสูรจึงคิดแก้แค้น แต่พระรามก็แผลงศรจนสวาหุตาย ส่วนม้ารีสหนีกลับไปกรุงลงกา

ฝ่ายพระชนกหลังจากได้ฝังผอบนางสีดาไว้โคนต้นไทรแล้ว ก็ไปบำเพ็ญเพียรต่อแต่ก็ยังไม่สำเร็จญาณสมาบัติเสียที ด้วยความเบื่อหน่ายจึงกลับไปครองเมืองมิถิลาตามเดิม และไปขุดเอาผอบของนางสีดาขึ้นมา ภายในผอบได้พบนางสีดาที่มีอายุประมาณ สิบหกปี จึงได้พานางเข้าเมือง

พิธียกศร
เมื่อเห็นว่านางสีดาถึงเกณฑ์ที่จะมีคู่ครอง จึงตั้งพิธียกศรมหาธนูโมลี ซึ่งเป็นศรที่พระอิศวรใช้ฆ่าตรีบุรัมตาย โดยพระอินทร์ได้เสด็จมาเป็นองค์ประธาน ฤาษีวิสิษฐ์และฤาษีสวามิตรจึงได้พาพระรามและพระลักษณ์ไปยกศร ซึ่งก็มีเพียงพระรามเท่านั้นที่ยกศรได้ พระรามจึงพานางสีดากลับมายังกรุงศรีอยุธยา

ฝ่ายรามสูรที่จับพระอรชุนฟาดกับเขาพระสุเมรุจนสิ้นชีวิตแล้ว ก็ย่ามใจออกเที่ยวข่มเหงผู้อื่นไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาพบกับทัพพระรามและนางสีดา เมื่อเห็นนางสีดาก็คิดอยากจะแย่งนางมา รามสูรได้ต่อสู้กับพระราม แต่ระหว่างการต่อสู้ได้เห็นพระราม เป็นพระนารายณ์ จึงกล่าวขอโทษพระราม

ฝ่ายทรพีนั้นเมื่อเติบใหญ่ขึ้น และเห็นว่ารอยเท้าของตนใหญ่ทัดเทียมเท้าของพ่อ ก็ออกมาท้าต่อสู้กับทรพา และฆ่าทรพาตายในที่สุด

พาลีฆ่าทรพี

เมื่อทรพีฆ่าทรพาตายแล้ว ก็เที่ยวไปท้าทายบรรดาเทวดาอื่นๆไปเรื่อย เทวดาจึงหลอกให้ทรพีไปท้าพระอิศวรที่เขาไกรลาส พระอิศวรสั่งให้พระยาพาลีไปต่อสู้กับทรพีและสาปให้ตายด้วยฤทธิ์ของพระยาพาลี จากนั้นทรพีก็ได้ไปเกิดใหม่เป็นลูกพระยาขร ที่ชื่อ มังกรกรรฐ์ และถูกสาบให้ตายด้วยศรพระราม แต่ทรพีก็มิได้รู้ตัว ถึงแม้จะถูกสาปก็ยังไม่สำนึกตัว ยังคงเที่ยวไปท้าทายพระยาพาลีที่เมืองขีดขิน

พระยาพาลีลวงให้ทรพีให้ไปสู้กันในถ้ำ โดยได้สั่งสุครีพว่า หากครบเจ็ดวันแล้วตนยังไม่กลับออกมา ให้เฝ้าดูรอยเลือด ถ้าเป็นเลือดข้นแสดงว่าเป็นเลือดควาย แต่ถ้าเลือดใสแสดงว่าเป็นเลือดตน และจงรีบพาไพร่พลขนหินมาปิดถ้ำเสีย

ต่อมาพระยาพาลีได้ฆ่าทรพีตาย ด้วยความยินดี เทวดาจึงบันดาลให้ฝนตก เลือดของทรพาที่ไหลออกมาจึงใส เมื่อสุครีพเห็นดังนั้น ก็คิดว่าเป็นเลือดของพระยาพาลี จึงสั่งให้ไพร่พลเอาหินมาปิดถ้ำ

ฝ่ายพระยาพาลีเมื่อฆ่าทรพีตายแล้ว ก็ไม่สามารถออกจากถ้ำได้ จึงไล่สุครีพออกจากเมืองเพราะคิดว่าสุครีพจะมาแย่งชิงเมือง ส่วนฝ่ายทรพีที่เตายไปแล้ว ก็ได้มาเกิดเป็นบุตรของพระยาขร ผู้เป็นน้องชายของทศกรรฐ์ซึ่งครองเมืองโรมคัล กับพระนางรัชฎาสูรชื่อว่า มังกรกรรฐ์ ตามคำสาปของพระอิศวร

พระรามออกบวช

ต่อมา ท้าวทศรถคิดสละราชบังลังค์และมอบราชสมบัติให้แก่พระราม แต่นางค่อมกุจจีที่เคยแค้นก็พยายามขัดขวางไม่ให้พระรามได้ครองเมือง นางค่อมกุจจียุยงพระนางไกยเกษีให้กำจัดพระรามเสีย และยกให้พระพรตที่เป็นบุตรของนางขึ้นครองเมืองแทน พระนางไกยเกษีจึงทำทีไปทวงสัญญาจากท้าวทศรถ เมื่อคราวที่ท้าวทศรถสู้กับยักษ์ปทูตทันต์ ท้าวทศรถจึงจำเป็นต้องรับปากจะยกราชสมบัติให้พระพรต และสั่งให้พระรามออกบวชเป็นฤาษีเป็นเวลาสิบสี่ปี ฝ่ายนางสีดาและพระลักษณ์เมื่อเห็นพระรามออกบวช จึงขอติดตามไปด้วย ทั้งสามองค์ได้หนีออกไปจากวังไปยังเขาสัตตกูตในตอนกลางคืน

เมื่อท้าวทศรถทราบเรื่องก็ตรอมใจตาย ฝ่ายพระพรตกับพระสัตรุตที่เดินทัพกลับมา เพื่อหวังจะแสดงความยินดีกับพระรามที่จะขึ้นครองเมือง ก็เกิดความตกใจเมื่อพบว่าท้าวทศรถสิ้นพระชนม์แล้ว พระพรตคิดจะไปฆ่าพระมารดา แต่พระสัตรุตห้ามไว้ ทั้งพระพรตและพระสัตรุตจึงตัดสินใจออกบวชแล้วติดตามพระรามไป พร้อมกับพระนางเกาสุริยา พระนางไกยเกษี พระนางสมุทรเทวี เพื่อไปรับพระรามกลับมาครองเมือง

พระรามไม่ยอมกลับเพราะเคยรับปากกับท้าวทศรถไว้แล้ว พระพรต กับพระสัตรุต จึงทูลว่าถ้าสิบสี่ปีแล้ว พระรามยังไม่ยอมกลับ ตนจะยอมตาย พระพรตจึงได้สร้างเมืองประจันตคามที่ชายแดนอยุธยา แล้วประทับรอพระรามอยู่ที่นั่น ส่วนพระสัตรุตก็ได้ไปครองกรุงศรีอยุธยา

เริ่มศึกทศกรรฐ์
วันหนึ่ง ทศกรรฐ์จะไปเที่ยวป่าเจ็ดวัน จึงสั่งให้ชิวหาผู้เป็นน้องเขยเฝ้าเมืองไว้ ชิวหาจึงเนรมิตกายให้เท่าบรมพรหม แลบลิ้นปิดกรุงลงกาไว้ เมื่อทศกรรฐ์กลับมาแล้วเห็นกรุงลงกามืดทึบ ก็คิดว่าโดนข้าศึกยึดเมืองไปแล้ว จึงขว้างจักรตัดลิ้นชิวหาจนขาดตายโดยความไม่ได้ตั้งใจ เมื่อนางสำมนักขารู้เข้าก็เสียใจมาก จึงคิดเดินทางเข้าป่าเพื่อไปหาคู่

เมื่อนางสำมนักขาพบเข้ากับพระรามก็นึกรัก จึงแปลงกายไปเป็นหญิงสาวเพื่อขอเป็นเมียพระราม แต่ก็ถูกพระรามปฏิเสธ นางสำมนักขาเห็นว่าเป็นเพราะนางสีดาจึงทำให้พระรามไม่รักตน จึงเข้าทุบตีนางสีดา ด้วยความโกรธพระลักษณ์จึงตัดมือ ตัดเท้า จมูก และหูของนางสำมนักขาออกเสีย นางสำมนักขาจึงนำความไปฟ้องพระยาขร พระยาขรจึงออกมาต่อสู้กับพระราม และต้องศรพรหมาสตร์ของพระรามจนสิ้นใจ ไพร่พลยักษ์จึงนำความไปฟ้องพระยาทูษณ์ พระยาทูษณ์ก็ออกมาต่อสู้กับพระราม จนต้องศรพรหมาสตร์จนสิ้นใขเช่นกัน พระยาตรีเศียรที่เป็นพี่ชายอีกคน จึงกลับมาแก้แค้นให้ แต่ก็มีจุดจบเช่นเดียวกัน

 

ทศกรรฐ์ลักนางสีดา

เมื่อพระยาทูษณ์ พระยาขร และพระยาตรีเศียรตาย นางสำมนักขาจึงไปฟ้องทศกรรฐ์ ทศกรรฐ์โกรธแค้นมากและคิดจะออกมาฆ่าพระราม พระลักษณ์ แต่นางสำมนักขาก็กลัวว่าพี่ชายจะไปฆ่าพระราม จึงแนะนำให้ทศกรรฐ์ไปแย่งชิงเอานางสีดามาเป็นเมียให้ได้ก่อน เมื่อทศกรรฐ์ได้ฟังนางสำมนักขาพูดถึงความงามของนางสีดาก็หลงรัก จึงให้มารีสแปลงเป็นกวางทองไปล่อนางสีดา เมื่อนางสีดาเห็นเข้าก็อยากได้ พระรามจึงออกตามกวางไปให้ แต่ก็พบว่าเป็นมารีส

พระรามโกรธที่เมื่อคราวที่ไปทำร้ายฤาษีก็ไว้ชีวิตไปแล้ว แต่มารีสก็ยังไม่รู้คุณ จึงแผลงศรไปถูกมารีสจนบาดเจ็บ มารีสออกอุบายแกล้งทำเสียงเป็นพระราม เพื่อร้องเรียกพระลักษณ์และนางสีดาเข้าไปช่วย ทศกรรฐ์จึงได้แปลงกายเป็นฤาษีมาหานางสีดา เพื่อห้ามไม่ให้เข้าไปช่วยพระรามเพราะไม่สมควร นางควรจะมาเป็นเมียทศกรรฐ์มากกว่า ด้วยความโกรธ นางสีดาจึงบอกว่า น้องชายของทศกรรฐ์ถูกพระรามฆ่าไปหมดแล้ว มีหรือที่ทศกรรฐ์จะสู้พระรามได้ ทศกรรฐ์จึงแปลงกลายกลับร่างเดิม แล้วอุ้มนางสีดาไป

ฝ่ายนกสดายุบินไปเยี่ยมพระนารายณ์ด้วยความคิดถึง ระหว่างทางเห็นทศกรรฐ์ลักพานางสีดาไป ก็เข้าขัดขวางและต่อสู้กัน ทศกรรฐ์เกือบจะแพ้ สดายุจึงได้พูดเย้ยเยาะว่าตนไม่กลัวใครนอกจากพระอิศวรและพระนารายณ์ รวมทั้งแหวนของพระอิศวรที่นิ้วนางสีดา ทศกรรฐ์จึงรีบถอดแหวนจากนิ้วนางสีดาแล้วขว้างไปโดนปีกสดายุจนหักตกลงพื้นดิน จากนั้นจึงพานางสีดาบินไปฝากไว้กับโอรสที่ชื่อ สหัสกุมาร ที่สวนขวัญ

ฝ่ายพระรามเมื่อฆ่ามารีสตาย ก็นำกวางกลับมาที่อาศรม แต่ไม่เจอนางสีดา จึงพากันออกตามหา ระหว่างทางได้พบสดายุ ซึ่งเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังก่อนสิ้นใจตาย พร้อมกับนำแหวนนางสีดามาถวายคืนด้วย

กล่าวถึงยักษ์ตนหนึ่งที่ชื่อว่า อสุรกุมพล ถูกพระอิศวรสาปให้ทุกข์ทรมานมานานหกหมื่นปีแล้ว เมื่อพบพระรามและลักษณ์ ก็รู้ทันทีว่าเป็นพระนารายณ์ ยักษ์จึงบอกแก่พระรามว่า นางสีดาถูกทศกรรฐ์พาไปยังเมืองลงกาซึ่งอยู่ไกลมาก และยังมีพระยาพาลีที่เมืองขีดขินและเมืองชมพูที่มีไพร่พลวานรมากมายอยู่ไม่ไกลออกไป พระรามได้แผลงศรพรหมาสตร์ถูกกุมพลจนตายและพ้นคำสาป จากนั้น พระรามและพระลักษณ์ ก็เดินทางต่อไปถึงป่าแห่งหนึ่ง

หนุมานถวายตัว
กล่าวถึงหนุมานที่ท่องเที่ยวป่าไปจนเจอพระรามและพระลักษณ์ หนุมานแปลงกายเป็นลิงน้อยไปแกล้งรูดใบไม้โปรยลงมา พระลักษณ์โกรธจึงจับมาตีด้วยศร หนุมานจึงแย่งศรไป เมื่อพระรามรู้เข้า ก็รู้ทันทีว่าคงไม่ใช่ลิงธรรมดา เพราะมีกุณฑล ขนเพชร เขี้ยวแก้ว เมื่อหนุมานรู้ว่าพระรามเป็นพระนารายณ์อวตารมาจึงเข้ามาสวามิภักดิ์

พระรามจึงได้เล่าเรื่องที่นางสีดาถูกลักพาตัวมาให้หนุมานฟัง หนุมานจึงพาสุครีพมาเฝ้า สุครีพเล่าเรื่องที่ตนโดนพระยาพาลีผู้เป็นพี่ชายไล่ออกจากเมือง สุครีพจึงทูลขอให้พระรามช่วยฆ่าพระยาพาลีให้ พระรามจำได้ จึงให้สุครีพไปล่อพาลีออกมา ทั้งสองต่อสู้กัน แต่ระหว่างนั้นพระรามไม่สามารถแผลงศรเพื่อฆ่าพระยาพาลีได้ สุดท้ายพระยาพาลีเอาชนะสุครีพได้ และจับสุครีพขว้างไปไกลยังเนินเขาจักรวาล  สุครีพจึงต่อว่าพระรามที่ไม่ยอมฆ่าพระยาพาลี พระรามจึงตอบว่าทั้งสองรูปร่างเหมือนกัน จนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร แล้วจึงฉีกชายผ้าให้สุครีพผูกแขนไว้ สุครีพจึงออกไปท้าพระยาพาลีใหม่ คราวนี้พระรามสามารถยิงศรพรหมาสตร์ โดนพระยาพาลีด้วยได้สำเร็จ

พระยาพาลีบอกไม่ให้พระรามมายุ่งเรื่องของพี่น้อง พระรามจึงบอกแก่ว่าพระยาพาลีว่า ใครที่ผิดคำสาบานกับพระอิศวรไว้จะต้องตายด้วยศรพระนารายณ์ ว่าแล้วจึงกลายร่างเป็นพระนารายณ์ พระยาพาลีสำนึกผิดจึงกล่าวขอโทษ พระรามสงสารจึงบอกให้เอาศรสะกิดเลือดเพียงหยดเดียวก็จะสังเวยอำนาจศรได้ พระยาพาลีไม่ยอมและปล่อยให้ศรปักตัวเองตาย ไพร่พลวานรที่เหลือได้หนีกระจัดกระจายไป สุครีพจึงทูลว่าจะรวบรวมให้ได้ภายในเจ็ดวัน เพื่อไปปราบยักษ์ที่กรุงลงกา

ฝ่ายพระรามไม่ยอมเข้าพักในเมืองขีดขิน แต่จะไปพักที่เชิงเขาคันธมาทน์แทน ระหว่างทางได้พบกับพระยายูงทองและฝูงลิงป่าที่เห็นว่านางสีดาถูกทศกรรฐ์ลักไปกรุงลงกา จึงแจ้งข่าวแก่พระราม

ฝ่ายพระอินทร์เห็นพระรามและพระลักษณ์เดินทางไปยังเขาคันธมาทน์ เพื่อชุมนุมกองทัพไปปราบยักษ์ จึงสั่งให้พระวิศณุกรรมเนรมิตพลับพลาที่บริเวณอันเป็นชัยภูมิ แล้ววางเครื่องทรงไว้ให้เปลี่ยนหลังจากลงเพศฤาษี

สุครีพสามารถเกณฑ์ไพร่พลที่กระจัดกระจายไปได้ ส่วนพระรามก็ให้หนุมานนำสาสน์ไปเกลี้ยกล่อมท้าวชมพู แต่ไม่ได้ผล หนุมานจึงต้องลักพาตัวท้าวชมพูหนีมา พระรามดีใจตรัสชมสุครีพ และแล้วลูบตัวหนุมานตั้งแต่หัวจนถึงหาง หนุมานจึงพ้นคำสาปของพระอุมา

พระรามจัดทัพ
ท้าวชมพูและนิลพัทได้เข้าสวามิภักดิ์พระราม แล้วจัดทัพโดยมีนิลพัทเป็นจอมทัพ มารวมกับทัพของสุครีพ แล้วเดินทางไปยังภูเขาคันธมาทน์ พร้อมด้วยสิบแปดมงกุฎทหารใหญ่ เพื่อเฝ้าพระราม ฝ่ายประคนธรรพ์ที่อาศัยอยู่ ณ เชิงเขายุคนธร เมื่อทราบข่าวก็สั่งให้นิลขันพาไปถวายตัวแก่พระรามเช่นกัน

สุครีพ หนุมาน องคต นิลพัท ชมพูพาน นิลนน โคมุท และทหารสิบแปดมงกุฎ ปรึกษากันแล้วทูลพระรามว่า ควรจะไปสืบข่าวก่อนจึงค่อยยกทัพไป เพราะหนทางไปกรุงลงกากันดารมาก อาจเกิดความขัดสนในเรื่องเสบียง พระรามเห็นชอบ จึงสั่งให้หนุมาน ชมพูพาน องคต นำข่าวไปแจ้งแก่นางสีดาก่อน พร้อมมอบแหวนกับสไบให้หนุมานใช้เป็นเครื่องยืนยันแก่นางสีดา

ทั้งสามวานรเดินทางไป และได้แวะหลับพักผ่อนที่สระโบกขรณี บังเอิญพบยักษ์ตนหนึ่งที่ถูกพระอินทร์สาปมาเฝ้าสระชื่อปักหลั่น จึงเข้าต่อสู้กัน แต่เมื่อยักษ์รู้ว่าเป็นทหารของพระนารายณ์จึงยอมอ่อนน้อม องคตจึงสงสารช่วยยักษ์ปักหลั่นให้พ้นคำสาป

ทั้งสามทหารเดินทางต่อไปจนไปพบกับฤาษีชฎิล ฤาษีจึงบอกทางแก่สามทหารว่าให้ไปยังภูเขาเหมติวัน ซึ่งอยู่ริมฝั่งมหาสมุทรที่จะข้ามไปลงกา เมื่อสามทหารและไพร่พลเดินทางไปถึงภูเขาเหมติวัน ก็พบกับพระยานกสัมพาทีซึ่งเป็นพี่ชายของสดายุ และเล่าเรื่องที่ไม่มีขนให้ฟังว่า วันหนึ่งสดายุเห็นพระอาทิตย์แล้วนึกว่าเป็นผลไม้ จึงจะจับกิน ตนห้ามไม่ฟัง พระอาทิตย์จึงเปล่งแสงร้อนแรง ตนเข้าไปช่วยแต่ก็ไม่ทัน นอกจากนี้พระอาทิตย์ก็ยังได้สาปตนให้อยู่ในถ้ำเหมติวันและไม่มีขนงอกขึ้น จนกว่าจะพบกับทหารพระนารายณ์คุมพลมาเพื่อจะข้ามไปลงกา

เมื่อแล้วเหล่าวานรได้ฟังดังนั้นจึงโห่ขึ้นสามครั้ง ขนของพระยานกสัมพาทีจึงจะงอกดังเดิม เมื่อพ้นคำสาปแล้วพระยานกจึงพาสามทหารขี่หลังบินไปจนถึงเขาคันธสิงขร แล้วชี้กรุงลงกาให้ดู หนุมานจึงให้ชมพูพานกับองคต ไปคุมทัพคอย ส่วนหนุมานจะไปเฝ้านางสีดา

หนุมานเข้าลงกา

หนุมานเหาะข้ามมหาสมุทรรอบกรุงลงกา และได้ต่อสูกับผีเสื้อสมุทรที่รักษาด่านสมุทรอยู่ หนุมานเอาชนะสำเร็จจึงได้เหาะไปพบเขาโสฬส และคิดว่าเป็นเขานิลกาฬ หนุมานเข้าลองภูมิกับฤาษีนารทแต่แพ้

หนุมานถวายแหวน

ฝ่ายนางสีดาเจ็บช้ำใจมากที่ถูกทศกรรฐ์คุมขังไว้ และยังถูกนางกำนัลของทศกรรฐ์ด่าทอด้วยคำหยาบ จึงคิดฆ่าตัวตาย แต่ดีที่หนุมานมาช่วยไว้ได้ทัน หนุมานแจ้งข่าวและถวายแหวนกับสไบแก่นาง แต่นางสีดาก็ยังไม่เชื่อ หนุมานจึงทูลเล่าความสัมพันธ์ระหว่างพระรามและสีดาที่เมืองมิถิลา ทำให้นางสีดาตัดสินใจเชื่อ

หนุมานทูลนางสีดาว่า ตนจะพากลับไปหาพระราม แต่นางสีดาไม่ยอม เพราะเห็นว่าเป็นความอัปยศที่ต้องด้วยให้ลิงมาลักพาตัวไป จึงให้หนุมานไปทูลแก่พระรามให้กรีฑาทัพมาฆ่าทศกรรฐ์จะเหมาะสมกว่า

หนุมานเผาลงกา
หนุมานคิดอยากจะลองฤทธิ์กับเหล่ายักษ์ดูบ้าง จึงหักต้นไม้ในสวนจนสหัสกุมารเข้ามาต่อสู้ และถูกหนุมานฆ่าตาย เมื่อทศกรรฐ์รู้ข่าว จึงสั่งให้อินทชิตไปฆ่าหนุมาน หนุมานแกล้งทำเป็นแพ้ อินทรชิตจึงสั่งให้ไพร่พลยักษ์เอาโซ่เหล็กมามัดตัวหนุมาน แล้วพาไปหาทศกรรฐ์ แต่หนุมานได้สะบัดโซ่จนขาด แล้วทำทีเป็นอ่อนแรง เพื่อบอกท้าให้ทศกรรฐ์ฆ่าตนให้ตายเสียทีจะได้ไม่ทรมาน

ทศกรรฐ์ไม่รู้วิธีฆ่าหนุมาน จึงสั่งให้จุดไฟเผาหนุมาน หนุมานจึงกระโจนไปในปราสาท แล้วใช้ไฟที่ลุกติดร่างกายเที่ยวเผาเมืองไปทั่ว ทศกรรฐ์จึงรู้ว่าตนเสียรู้หนุมานเข้าแล้ว และไฟที่เกิดจากหอกก็ไม่อาจดับได้ จึงต้องพาไพร่พลไปอยู่ที่ภูเขาสัตนาแทน ส่วนหนุมานก็ไปขอให้ฤาษีนารถช่วยดับไฟที่หางของตน  ฤาษีจึงเอาหางมาอมแล้วใช้น้ำลายดับไฟ ส่วนทศกรรฐ์ก็ให้เสนายักษ์ไปอัญเชิญพระอินทร์และเหล่าเทวดาลงมาสร้างเมืองให้แก่ตนใหม่

ฝ่ายสามทหารของพระรามเมื่อได้ความทั้งหมด ก็ยกทัพกลับยังภูเขาคันธมาทน์เพื่อทูลเรื่องให้พระรามฟัง พระรามโกรธที่หนุมานเผากรุงลงกา จึงจะลงโทษประหารชีวิต แต่ไพร่พลวานรได้ขอให้เว้นโทษไว้สักครั้ง พระรามจึงยกโทษให้ ฝ่ายชมพูพานได้ทูลพระรามว่า ควรจะยกทัพไปยังเชิงเขาคันธกาลาริมฝั่งมหาสมุทรตรงข้ามกับเกาะลงกา พระรามก็เห็นด้วย

ฝ่ายทศกรรฐ์เมื่อสร้างเมืองใหม่เสร็จ ก็เอาแต่คิดถึงนางสีดา วันหนึ่งได้ฝันไปว่า มีพระยาแร้งขาวบินมาจากทิศตะวันออกมาสู้กับ แร้งสีดำที่บินมาจากทิศตะวันตก จนสุดท้ายแร้งดำก็ตายกลายเป็นยักษ์ และมีหญิงหนึ่งวิ่งมาจุดไฟ จนน้ำมันแห้งไส้มอด แต่ไฟกลับลุกไหม้กะลาลามมายังมือ มีพิษร้อนไปทั่วร่างกาย

ด้วยความกังวล ทศกรรฐ์จึงขอให้พิเภกช่วยทำนายฝันให้ พิเภกทำนายว่า กะลาคือกรุงลงกา เชื้อไส้คือทศกรรฐ์ น้ำมันคือพระญาติพระวงศ์ เพลิงคือนางสีดา หญิงที่จุดไฟคือนางสำมนักขา แร้งขาวคือพระราม แร้งดำคือทศกรรฐ์ เมื่อรวมคำทำนายแล้วคือ ทศกรรฐ์จะได้รบกับพระราม และกรุงลงกาจะเดือดร้อนไปทั่ว เมื่อทศกรรฐ์ได้ฟังก็กลัวว่าจะตายก่อนที่จะได้นางสีดาเป็นเมีย จึงให้พิเภกช่วยสะเดาะเคราะห์ให้ พิเภกจึงบอกให้ทศกรรฐ์ตั้งมั่นอยู่ในศีลในสัตย์ และควรจะส่งนางสีดาคืนพระราม ทศกรรฐ์โกรธมาก จึงขับไล่พิเภกออกจากกรุงลงกา

พิเภกถวายตัว

พิเภกรู้ดีว่าตนจะต้องออกจากเมือง และมีพระนารายณ์เป็นผู้อุปถัมภ์ พิเภกจึงเหาะไปหาพระราม พระรามจึงรับตัวพิเภกไว้ แล้วให้ถือน้ำพิพัฒน์สัตยา โดยเอาน้ำสรงศรพรหมาสตร์เป็นประธาน ต่อมา สุครีพกับพิเภกก็ได้ตั้งสัตย์สาบานว่าจะเป็นเพื่อนกันตลอดไป

ฝ่ายพระรามเมื่อคิดว่าต่อไปจะทำสงครามกับยักษ์ จึงสั่งให้สุครีพพาเหล่าวานรไปประลองฝีมือที่ริมฝั่งมหาสมุทร จนเกิดเสียงดังกัมปนาทไปทั่ว ทศกรรฐ์จึงให้สุกรสารออกไปสืบข่าว สุกรสารจึงแปลงร่างเป็นลิงวิ่งปะปนกันไป

พิเภกรู้ว่ามียักษ์ปลอมตัวเป็นลิงเข้ามาปะปน จึงนำความไปทูลพระราม พระรามสั่งให้หนุมานจับยักษ์ปลอมมาให้ได้ หนุมานจึงแปลงกายใหญ่เท่าเขาจักรวาล เอามือครอบไพร่พลลิงไว้ แล้วให้เดินเรียงออกมา จนในที่สุด หนุมานก็สามารถจับสุกรสารได้ และทำการสักหน้าผากก่อนปล่อยกลับกรุงลงกาไป

ทศกรรฐ์เห็นว่าเป็นเพราะพิเภกเป็นไส้ศึก และคิดจะฆ่า จึงได้แปลงกายเป็นฤาษีไปที่หน้าพลับพลาของพระราม แล้วร่ายมนต์ผูกใจพิเภกไม่ให้พูดความจริง ฤาษีตัวปลอมได้ไปอวยชัยให้พรแก่พระราม และยุยงพระรามว่า นางสีดาคงเสียทีแก่ทศกรรฐ์แล้ว รวมทั้งว่าไม่ควรจัดทัพให้ยักษ์และลิงอยู่ปะปนกัน การที่พิเภกเป็นพี่น้องกับทศกรรฐ์อาจจะทรยศเอาได้ พิเภกที่ถูกมนต์สะกดของทศกรรฐ์ไม่สามารถพูดได้ แต่เมื่อทศกรรฐ์เห็นว่าหากพระรามรู้ว่าตนแปลงกายมา จะต้องตายแน่ จึงรีบหนีกลับลงกา

เบญจกายแปลง

ครั้นเมื่อทศกรรฐ์กลับถึงลงกาแล้ว ก็คิดจบศึกสงครามครั้งนี้ จึงเรียกให้นางเบญจกายลูกของพิเภกมาเข้าเฝ้า แล้วสั่งให้แปลงกายเป็นนางสีดาแกล้งลอยน้ำตายเพื่อลวงพระราม เมื่อพระรามกับพระลักษณ์ไปสรงน้ำ แล้วเห็นนางสีดาตัวปลอมลอยมาก็เสียใจมาก แต่หนุมานทูลว่า นี่คงไม่ใช่นางสีดาเพราะศพยังดูดีไม่มีกลิ่น และยังลอยทวนน้ำมาด้วย สมควรนำศพนางไปเผาไฟ นางเบญจกายแปลงไม่อาจทนความร้อนได้ จึงเหาะหนีไป แต่หนุมานก็ตามไปจับตัวมาได้ นำไปให้สุครีพซักถาม

นางเบญจกายโกหกว่าที่แปลงมานี้เพราะจะมาหาพิเภกผู้เป็นพ่อ สุครีพไม่เชื่อจึงสั่งให้เฆี่ยนตี นางเบญจกายทนเจ็บปวดไม่ไหว จึงบอกความจริงไปว่าที่ตนทำนั้นก็เพื่อลวงพระราม พิเภกจึงทูลให้พระรามประหารชีวิตนางเสีย แต่พระรามเห็นแก่พิเภก ซึ่งเป็นผู้มีสัตย์ จึงให้นำนางเบญจกายส่งกลับไปลงกา หนุมานจึงได้พานางเบญจกายกลับไปส่ง และระหว่างทางได้นางเบญจกายก็ตกเป็นเมียของหนุมาน

พระรามจองถนน
ฝ่ายพระรามคิดจะปราบเหล่ายักษ์ให้เสร็จสิ้นไปโดยเร็ว ชามพูวราช ได้ทูลว่า การที่พระรามจะข้ามไปลงกาด้วยฤทธิ์อำนาจที่เหล่าทหารขันอาสานั้นก็ย่อมทำได้ แต่จะเป็นการเสียพระเกียรติยศ ควรจะให้ไพร่พลนำเอาหินไปทิ้งเพื่อสร้างถนนในมหาสมุทรจะดีกว่า พระรามจึงสั่งให้สุครีพพาไพร่พลเร่งสร้างถนน โดยให้นิลพัทคุมไพร่พลเมืองชมพู หนุมานคุมไพร่พลเมืองขีดขิน

ด้วยความที่นิลพัทเคืองแค้นหนุมานมาเป็นทุนเดิมแล้ว จึงคิดจะล้างแค้น นิลพัทเอาเท้าคีบเขาหิมวันต์ สองมือชูเขาคิรินทร แล้วเหาะมาแล้วบอกให้หนุมานคอยรับ นิลพัททิ้งภูเขาลงมาทั้งสองลูกเพื่อหวังจะให้ทับตัวหนุมาน แต่หนุมานก็รับไว้ได้ และคิดจะเอาคืน หนุมานจึงไปหักยอดเขาและนำหินก้อนมหึมาผูกตามขน แล้วให้นิลพัทรับบ้าง นิลพัทจึงขอให้หนุมานโยนมาทีละก้อน แต่หนุมานว่าก็ทิ้งหินทั้งหมดลงพร้อมกัน นิลพัทใช้มือและเท้ารับไว้ได้

หนุมานหาว่านิลพัทสบประมาทตน และได้เท้าความเดิมว่าตนสมารถจับท้าวชมพูที่มีฤทธิ์มากมาได้ นับประสาอะไรกับนิลพัทที่มีฤทธิ์น้อยนิด นิลพัทรู้สึกโกรธจึงท้าหนุมานให้มาต่อสู้กัน พระรามได้ยินคิดว่าเหล่าลิงรบกับยักษ์ ให้ส่งพระลักษมณ์ไปดู

พระลักษณ์พาสุครีพ หนุมาน และนิลพัท เข้าเฝ้าพระราม พระรามโกรธเป็นอย่างมาที่เหล่าลิงทะเลาะกันเอง สุครีพจึงทูลแก่พระรามว่า ควรแยกให้ทั้งคู่ห่างกัน โดยให้หนุมานอยู่กับพระราม ส่วนนิลพัทให้กลับไปช่วยท้าวชมพูดูแลเมืองขีดขิน เพื่อทำหน้าที่ส่งเสบียงให้กองทัพเดือนละครั้ง  ฝ่ายพระรามก็เห็นด้วย และได้ลงโทษหนุมานโดยการสั่งให้ไปจองถนนไปกรุงลงกาให้เสร็จภายในเจ็ดวัน หากไม่เสร็จจะประหารชีวิต

กำเนิดมัจฉานุ

เมื่อทศกรรฐ์รู้ข่าวการจองถนน จึงสั่งให้นางสุพรรณมัจฉาบุตรีเกณฑ์เหล่าบริวารปลาไปขัดขวางไม่ให้ถนนสร้างเสร็จ ฝ่าสุครีพก็ผิดสังเกตว่าเหตุใดทิ้งหินลงไปมาก แต่ก็ยุบหายไปหมด จึงให้หนุมานดำน้ำลงไปดู หนุมานจึงได้พบกับนางสุพรรณมัจฉาและได้นางเป็นเมีย นางจึงช่วยขนหินกลับมาไว้ตามเดิม ถนนจึงสร้างสำเร็จ ภายหลังต่อมานางสุพรรณมัจฉาก็คลอดลูกเป็นมัจฉานุฝ่ายไมยราพผู้ครองเมืองบาดาล ได้ฝันว่ามีเทวดานำแก้วใสสว่างมาให้ ซึ่งแปลความได้ว่าจะได้บุตรบุญธรรมผู้มีฤทธิ์มาเกิด ต่อมาเทวดาดลใจให้ออกไปประพาสป่าพบมัจฉานุ จึงได้นำมัจฉานุไปเลี้ยงไว้ที่เมืองบาดาล

เมื่อถนนเสร็จ พระราม พระลักษมณ์ ก็ยกทัพไปลงกา ทศกรรฐ์จึงสั่งให้ภานุราชไปเนรมิตชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งทัพ หากพระรามยกมาตั้งที่นั่นก็ให้พลิกแผ่นดินเสีย ฝ่ายพระรามเมื่อเดินทางมาถึงลงกา ก็ให้ประคนธรรพ์ดูเลตั้งทัพ เมื่อเห็นป่าเนรมิตก็เกิดความสงสัย พิเภกจึงทูลว่าที่กรุงลงกาไม่มีป่าอย่างนี้ นี่น่าจะเป็นอุบาย

พระรามจึงสั่งให้หนุมานไปดูจนรู้ว่าเป็นกลของยักษ์ เพราะในป่ามีผลไม้สุกแต่ไม่มีนก และคิดว่าศัตรูน่าจะอยู่ใต้พื้นดิน จึงแทรกแผ่นดินไปพบภานุราช ที่เอามือแบกแผ่นดินไว้ ทั้งสองได้ต่อสู้กัน จนถูกหนุมานถูกฆ่าตาย พระรามโกรธจึงไล่ประคนธรรพ์ไปเนื่องจากเสียรู้ข้าศึก

องคตสื่อสาร
ฝ่ายพิเภกได้ทูลว่ามีเขามรกตที่น่าจะเป็นชัยภูมิที่เหมาะแก่การตั้งทัพมากกว่า และไม่ใกล้ไม่ไกลจากเมืองลงกาด้วย นอกจากนี้ยังถูกต้องตามตำราพิชัยสงคราม แต่ที่เขานี้มียักษ์กุมภาสูรเฝ้าอยู่ พระรามจึงสั่งให้หนุมานไปปราบจนสำเร็จ

พระรามเคลื่อนทัพไปที่เขามรกต แล้วทรงปรึกษาพระยาวานรว่า ควรจะยกกำลังเข้ารบเหล่ายักษ์เลยหรือไม่ สุครีพและเหล่าวานรจึงทูกว่า น่าจะส่งทูตไปเจรจากับทศกรรฐ์ก่อน หากไม่ยอมคืนตัวนาสีดา จึงค่อยยกทัพเข้ารบโจมตี

พระรามจึงให้องคตผู้มีสติปัญญาฉลาดและมีลิ้นการทูตถือสาสน์ไปหาทศกรรฐ์ แต่พลยักษ์ก็ไม่ยอมเปิดประตูรับองคต องคตจึงร่ายเวทเนรมิตตนให้สูงใหญ่ เอามือปิดดวงอาทิตย์จนมืดครึ้มไปทั้งเมือง ทศกรรฐ์รู้ทันทีว่าเป็นลูกของนางมณโฑกับพระยาพาลี จึงต้องต้อนรับ

องคตถือสาสน์มาให้ทศกรรฐ์ ทศกรรฐ์กล่าวว่าพระรามฆ่าพ่อของเจ้าตาย ยังจะไปเป็นข้ารับใช้อีกหรือ องคตจึงกล่าววาจายอกย้อนกลับไปจนทศกรรฐ์โกรธ และสั่งให้เหล่ายักษ์จับองคต แต่ก็ถูกองคตฆ่าตาย องคตจึงเหาะกลับมาหาพระราม

สุครีพหักฉัตร

ด้วยความแค้นใจที่องคตฆ่าเสนาของตนตายและยังกล่าวประจานตนไว้มาก ทศกรรฐ์จึงสั่งให้ไพร่พลวานรยกฉัตรขึ้นบังดวงอาทิตย์ เพื่อทำให้เมืองลงกามืดมิด จะได้ฆ่าพลวานรได้สะดวก ฝ่ายพระรามก็แปลกใจ จึงสอบถามกับพิเภกจนรู้ความจริง ฝ่ายพระรามเมื่อมองไม่เห็นศัตรู ในขณะที่ฝ่ายทศกรรฐ์สามารมองเห็นตนได้ พระรามจึงให้สุครีพไปหักฉัตร พร้อมกับเอามงกุฎของทศกรรฐ์กลับมาถวายพระราม

ศึกไมยราพ

ฝ่ายทศกรรฐ์เกิดความคับแค้นใจเป็นอย่างมาก จึงคิดจะไปลอบฆ่าพระรามและพระลักษมณ์เสีย จะได้สิ้นสุดสงคราม เปาวนาสูร จึงทูลว่า ควรไปเชิญไมยราพผู้มีความชำนาญในการล่องหนหายตัวและมีมนต์สะกด จึงขะช่วยให้เข้าไปลอบฆ่าพระรามได้ ทศกรรฐ์จึงสั่งให้ นนยวิกวายุเวก ไปเชิญไมยราพมาช่วย ไมยราพรับปากกับทศกรรฐ์ว่าจะไปช่วยฆ่าพระรามและพระลักษมณ์ให้ โดยไมยราพได้ตั้งพิธีหุงยาขึ้นที่เขาสุรกานต์ และได้ยาที่มีคุณลักษณะเป็นสัตว์ร้ายชนิดต่างๆ หากนำยามาทาทั่วร่างกายก็จะสามารถหายตัวได้

ต่อมา โหรได้ทำนายความฝันของไมยราพว่า ไวยวิกผู้เป็นญาติจะได้ครองเมืองบาดาล ไมยราพจึงจับไวยวิกและนางพิรากวนผู้เป็นแม่ไวยวิกขังไว้ หากเสร็จศึกก็จะกลับมาฆ่าทีหลัง

ฝ่ายพระรามก็ฝันเช่นเดียวกัน ซึ่งพิเภกได้ทำนายว่า พระรามจะถูกไมยราพลักพาตัวไปยังเมืองบาดาล แต่จะปลอดภัย หนุมานจึงขออาสาป้องกันพระราม ด้วยการยืนกลางกองทัพ และแปลงกายให้ใหญ่เท่าเขาจักรวาล หยั่งลึกลงถึงพื้นมหาสมุทร อีกทั้งยังใช้หางพันล้อมกองทัพไว้ แล้วอมพลับพลาพระราม และพระลักษมณ์เอาไว้ที่อก ใช้ปากเป็นช่องประตู ลิ้นเป็นบานประตู และมีบรรดาทหารเอกช่วยกันรักษาพระราม

ไมยราพสะกดทัพ
ตกดึก ไมยราพได้ชำแรกดินขึ้นมา และเห็นปราการสูงใหญ่ที่หนุมานสร้างไว้ ไมยราพจึงแปลงกายเป็นลิงเข้าไปปะปนอยู่กับยามเพื่อสืบข่าว  จากนั้นไมยราพก็เหาะไปยังยอดเขาโสลาส พร้อมแกว่งกล้องแก้วโกมินทร์จนเกิดเป็นแสงคล้ายดาวประกายพฤกษ์ เมื่อเหล่ายามเห็นก็คิดว่าเป็นดาวประกายพฤกษ์จริง และได้ร้องบอกกันว่า พระรามสิ้นเคราะห์แล้ว จากนั้นก็แยกย้ายกลับไปนอนหลับ

ไมยราพสะกดยาใส่เหล่าวานรจนหลับทั้งกองทัพ แล้วจึงเดินเข้าปากหนุมานพร้อมเป่ายาอีกเป็นครั้งที่สอง สุครีพและหนุมานจึงหลับใหล เมื่อไมยราพเข้าไปถึงพลับพลา ก็ได้เป่ายาอีกครั้งทำให้พิเภก พระราม พระลักษมณ์หลับ จากนั้นจึงอุ้มพระรามไปยังเมืองบาดาล แถมสั่งให้พลยักษ์ต้มน้ำทิ้งไว้ พอรุ่งเช้าจะต้มไวยวิก นางพิรากวน และพระราม ในคราวเดียวกัน

หลังจากที่มนต์สะกดเสื่อม ทุคนก็ตื่นขึ้นมาและพบว่าพระรามหายตัวไป พิเภกบอกพระลักษมณ์ว่าเป็นการกระทำของไมยราพ พระลักษมณ์จึงสั่งให้หนุมานไปตามตัวพระรามกลับมา หนุมานฝ่าด่านชั้นนอกเข้าไปได้ จนไปถึงด่านชั้นในและได้พบกับมัจฉานุผู้เป็นลูก จึงได้เกิดต่อสู้กัน แม้ว่าหนุมานจะรู้ว่ามัจฉานุคือลูก แต่มัจฉานุไม่เชื่อ และบอกว่าหนุมานต้องหาวเป็นดาวเป็นเดือนให้ดู เมื่อหนุมานหาวให้ดูแล้ว มัจฉานุจึงขอขมาหนุมานผู้เป็นบิดา

มัจฉานุไม่ต้องการอกตัญญูต่อไมยราพ จึงเพียงบอกใบ้ทางให้หนุมาน หนุมานจึงหักก้านบัวแล้วลอดลงไปจนพบนางพิรากวน นางได้บอกที่ซ่อนของพระรามแก่หนุมาน หนุมานแปลงกายเป็นใยบัวติดสายสไบนางพิรากวนเข้าไป เพื่อหลบสายตาเหล่ายักษ์

เมื่อมาถึงดงตาลท้ายเมืองที่คุมขังพระราม หนุมานจึงอุ้มพระรามกลับไปยังเขาสุรกานต์ แล้วกลับมาบาดาลเพื่อต่อสู้กับไมยราพอีกครั้ง แต่ก็ไม่อาจฆ่าไมยราพได้ นางพิรากวนจึงบอกว่า ไมยราพถอดดวงใจเป็นแมลงภู่ซ่อนไว้ที่ยอดเขาตรีกูฏทำให้ฆ่าไม่ตาย เมื่อหนุมานได้ยินดังนั้น จึงแปลงกายใหญ่เท่าเขาพระสุเมรุ แล้วเอื้อมมือไปบีบขยี้แมลงภู่จนไมยราพตาย เมื่อพระรามสร่างมนต์สะกดก็มอบธำมรงค์นพรัตน์ให้หนุมานเป็นการตอบแทน

กุมภกรรณออกศึก

น้องชายทศกรรฐ์ที่ชื่อว่า กุมภกรรณ เป็นผู้มีทศพิธราชธรรม เมื่อทศกรรฐ์เอ่ยปากจะให้กุมภกรรณไปรบกับพระราม กุมภกรรณก็ทูลว่า ทศกรรฐ์ควรจะคืนนางสีดาไป เพื่อยุติเหตุแห่งสงครามครั้งนี้ ทศกรรฐ์โกรธและบังคับกุมภกรรณจำใจต้องยกทัพไปรบกับพระราม

พระรามสั่งให้พิเภกไปเจรจาให้กุมภกรรณยกทัพกลับไป แต่กุมภกรรณไม่เชื่อว่าพระรามเป็นพระนารายณ์อวตาร พิเภกจึงกลับมาทูลพระราม เพื่อขอให้องคตไปเจรจาแทน แต่ก๋ไม่ได้ผล พระรามจึงสั่งให้สุครีพออกไปรบ

กุมภกรรณออกอุบายให้สุครีพไปถอนต้นรังใหญ่ที่อุดรทวีปจนหมดแรง เมื่อกลับมารบสุครีพจึงเสียทีถูกกุมภกรรณเพื่อความเหนื่อย และถูกจับพากลับไปลงกา เมื่อพระรามรู้ข่าวจึงส่งหนุมานเข้าไปช่วย จนกุมภกรรณแพ้แล้วหนีกลับเข้าเมือง

การที่สุครีพเสียรู้แก่กุมภกรรณ ทำให้พระรามโกรธมาก แต่ด้วยเพราะเคยมีความดีความชอบมาก่อน จึงยกโทษให้พร้อมทั้งชมเชยหนุมานที่ทำดีด้วย

เมื่อกุมภกรรณแพ้ จึงคิดหาวิธีใหม่โดยขึ้นไปเอาหอกโมขศักดิ์ที่ชั้นพรหม กลับมาทำพิธีลับหอกที่ริมแม่น้ำสีทันดร ณ เชิงเขาพระสุเมรุ และให้เหล่าเสนายักษ์คอยเฝ้าไว้ไม่ให้สิ่งเน่าเหม็นเข้ามาใกล้บริเวณโรงพิธี หากเมื่อใดที่ลับหอกครบทั้งสี่ด้าน ก็จะเป็นหอกที่มีฤทธิ์มากดังไฟกรด

เมื่อพระรามรู้ข่าว จึงสั่งให้หนุมานแปลงกายไปเป็นหมาเน่าลอยน้ำ ส่วนองคตแปลงเป็นกา เพื่อเข้าทำลายพิธี เมื่อกุมภกรรณเห็นเข้าจึงเลิกลับหอก แล้วหนีกลับเข้ากรุงลงกาทันที ฝ่ายทศกรรฐ์ก็บอกแก่น้องว่า นี่น่าจะเป็นอุบายเพราะแม่น้ำสีทันดรเป็นที่อยู่ของพญานาค และอยู่ไกลจากเหล่ามนุษย์มาก อย่างไรก็ตามหอกโมกขศักดิ์นั้นมีฤทธิ์มากอยู่แล้ว จึงสั่งให้กุมภกรรณออกไปรบอีกครั้ง

ฝ่ายพระรามให้พระลักษมณ์ออกไปรบกับกุมภกรรณ จนพระลักษมณ์ต้องหอกโมกขศักดิ์สลบไป สุครีพจึงให้นิลนนท์ไปเชิญพระรามมาดู พระรามเสียใจมาก พิเภกทูลว่าพระลักษมณ์ยังไม่ตาย แต่ที่ดึงหอกโมกขศักดิ์ไม่หลุด ก็เป็นเพราะพรของพระพรหม วิธีแก้คือต้องเอาต้นยาสังกรณี ตรีชวา ที่เขาสรรพยา กับน้ำที่ปัญจมหานที มาทาที่แผล หอกก็จะหลุดออกมาอย่างง่ายดาย แต่ต้องไม่ให้พ้นคืนนี้ พระรามจึงสั่งให้หนุมานไปหยุดรถพระอาทิตย์ไว้ แล้วรีบไปเก็บยามารักษาพระลักษมณ์

ฝ่ายพระอาทิตย์ได้โต้เถียงกับหนุมานว่าไม่สามารถเห้ามวิถีจักรราศีได้ แต่จะหลบเดินเข้ากลีบเมฆให้ ส่วนหนุมานก็ต้องรีบไปเอายา และน้ำที่ปัญจมหานทีที่กรุงศรีอยุธยา ได้จนสำเร็จ

ฝ่ายเสนายักษ์ที่คอยเฝ้าดูเหตุการณ์อยู่ เมื่อเห็นพระลักษมณ์ฟื้นขึ้น จึงรีบไปทูลทศกรรฐ์ กุมภกรรณจึงว่า หากใครโดนหอกโมกขศักดิ์แล้วยากที่จะรอดชีวิต แต่พิเภกคงแก้กลให้พระลักษมณ์ ควรจัหาวิธีทำลายทัพพระรามให้อดน้ำตายเสีย ว่าแล้วก็ตั้งพิธีทดน้ำไม่ให้ไหลไปที่เขามรกต โดยเนรมิตกายใหญ่นอนขวางแม่น้ำไว้

ฝ่ายเหล่าเสนาลิงเห็นน้ำในแม่น้ำแห้ง ก็เห็นว่าหาก ครบเจ็ดวันไพร่พลลิงจะได้อดน้ำตายหมด พระรามจึงให้หนุมานไปทำลายพิธีตามคำแนะนำของพิเภกได้สำเร็จ ต่อมาทศกรรฐ์ได้ให้กุมภกรรณยกทัพไปรบอีก แล้วให้ฆ่าพิเภกเสียในคราวเดียวกัน แต่เมื่อพระรามออกไปรบกับกุมภกรรณ กุมภกรรณก็ตายด้วยศรพรหมมาสตร์

อินทรชิตออกศึก
เมื่อทศกรรฐ์รู้ว่ากุมภกรรณตาย ก็โกรธแค้นและเสียใจมาก ได้สั่งให้อินทรชิตผู้เป็นหลานไปแก้แค้นแทนอา ฝ่ายพระรามก็ส่งพระลักษมณ์ออกไปรบ แต่ไม่รู้แพ้ชนะในวันเดียว อินทชิตจึงบอกว่าให้พระลักษมณ์มารบใหม่ในวันรุ่งขึ้น จากนั้นอินทชิตก็กลับไปบอกว่าศัตรูมีกำลังกล้าแข็งมาก และทูลทศกรรฐ์ว่าจะไปทำพิธีชุบศรนาคบาศที่เขาอากาศ โดยให้ฝูงนาคมาคายพิษลงบนศร เป็นเวลาเจ็ดวัน จึงจะเสร็จพิธี

ระหว่างที่อินทชิตไปทำพิธีชุบศร ทศกรรฐ์จึงสั่งให้มังกรกัณฐ์ผู้เป็นโอรสของพระยาขรไปขัดตาทัพไว้ก่อน ฝ่ายพระรามก็ได้แผลงศรไปถูกศรของมักกรกัณฐ์จนหัก และฆ่าเหล่ายักษ์ตายลงเป็นจำนวนมาก

มังกรกัณฐ์รีบหนีไปซ่อนในกลีบเมฆ และเนรมิตรูปมายาปั้นรูปของตนขึ้นมากมาย พร้อมกับบันดาลให้ฝนเพลิงตกลงมา แต่ พระรามก็ได้แผลงศรพรหมมาสตร์ไปสังหารตัวจริงตายตามคำแนะนำของพิเภก รูปมายาจึงหายไปหมด

สารัณทูต จึงกลับไปทูลข่าวแก่ทศกรรณ์ ทศกรรฐ์จึงสั่งให้วิรุญมุขยกทัพไปขัดตาทัพต่ออีก ต่อมาพระรามรู้ความจริงว่าที่อินทรชิตหายไป เพราะกำลังตั้งพิธีชุบศรนาคบาศอยู่ จึงให้ชามพูวราช แปลงเป็นหมีไปกัดไม้ที่อาศัยทำพิธีให้หักโค่นลง พิธีจึงไม่ต่อเนื่อง

เมื่อเสียพิธี ฝ่ายอินทรชิตจึงหนีไปยังเขามรกต เพื่อไปสมทบกับทัพวิรุญมุข พระรามได้ให้พระลักษมณ์ออกไปรบอีก แต่ถูกศรนาคบาศของอินทรชิต พิเภกกลับมาบอกพระรามว่า พระลักษมณ์ต้องศรนาคบาศแต่ยังไม่ตาย และให้พระรามแผลงศรพลายวาตไปเรียกพระยาครุฑมา เหล่าพญานาคก็จะหนีไป พระลักษมณ์และไพร่พลลิงจึงฟื้นอีกครั้ง

 

หนุมานหักคอช้างเอราวัณ

เมื่อเหล่ายักษ์เห็นพระลักษมณ์และไพร่พลลิงฟื้นขึ้น อินทรชิตก็ทราบว่าศรนาคบาศใช้ไม่ได้ผล ตนจะไปชุบศรพรหมมาสตร์ที่ริมหาดมณีมรกตแทน ว่าแล้วก็ลาทศกรรฐ์ไปทำพิธีชุบศร โดยให้กำปั่นไปขัดตาทัพ ถูแต่ก็ถูกหนุมานฆ่าตาย

เมื่ออินทรชิตกลับมารบใหม่ ได้แปลงตัวเป็นพระอินทร์ เหล่ายักษ์แปลงเป็นเทวดา การุณราชแปลงเป็นช้างเอราวัณ เดินทัพมาฝ่ายพระลักษมณ์และเหล่าไพร่พลลิง ก็สงสัยเมื่อเห็นพระอินทร์ขี่ช้างเอราวัณและเหล่าเทวดาเหาะอยู่บนอากาศ เมื่อเห็นพระลักษมณ์และไพร่พลเผลอ จึงได้แผลงศรพรหมมาสตร์ลงมาถูกพระลักษมณ์ องคต สุครีพ สิบแปดมงกุฎล้มลง เหลือเพียงหนุมานตนเดียว ด้วยความโกรธ หนุมานจึงบินขึ้นไปหักคอช้างเอราวัณ แต่ก็ถูกตีด้วยศรจนตกลงมาสลบ เมื่อพระรามเห็นค่ำแล้ว แต่ไม่มีใครกลับมา พระรามจึงออกไปตาม เมื่อเห็นว่าทุกคนตายกันหมด ก็เสียใจมากจนสลบไป

สารัณทุตกลับไปทูลทศกรรฐ์และนางสีดาว่า พระรามตายแล้ว นางสีดาเสียใจมาก แต่นางตรีชฎาข้ารับใช้ผู้เป็นเมียพิเภกบอกว่าอย่างเพิ่งเชื่อ ทศกรรฐ์จึงบอกให้เสนาจัดบุษบกแก้วพานางสีดาไปดูศพ แต่บุษบกแก้วทำนายว่าพระรามยังไม่ตาย

ฝ่ายพิเภกกับพลลิงเมื่อทราบข่าวจากเสนาลิง จึงรีบตามไปที่สนามรบ เมื่อเห็นหนุมานสลบไป จึงได้ร่ายเวทเป่าลมเข้าปากจนหนุมานฟื้น แล้วออกตามหาพระราม พิเภกทูลพระรามว่า ยาแก้ศรพรหมมาสตร์อยู่ที่เขาอาวุธบุพพวิเท่ห์ทวีป แต่ที่นั่นมีจักรกรดพัดไม่หยุด แต่หากส่งหนุมานไปเอา จักรจะหยุดตามที่พระอิศวรกำหนดไว้ หนุมานจึงเหาะไปและแจ้งเรื่องราวแก่เทวดา แต่เนื่องจากต้นยานั้น ห้ามตัดหรือถอนตามคำสั่งของพระอิศวร หนุมานจึงช้อนเขาเหาะกลับมา เทวดาบอกให้วางไว้ทิศอุดร เมื่อลมพัดพากลิ่นสรรพยาบนยอดเขามาถูกพระลักษมณ์และไพร่พลลิง ทุกคนจึงฟื้นขึ้นอีกครั้ง

ฝ่ายอินทรชิตทราบว่าศึกกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก แม้ว่าพระลักษมณ์จะถูกฆ่าถึงสองครั้ง ก็ยังฟื้นขึ้นมาได้ แต่ก็ยังมีตำราศักดิ์สิทธิ์ที่ ชื่อกุมภนิยา ที่ต้องทำพิธีเจ็ดวันตัว จะได้เป็นกายสิทธิ์และไม่มีใครฆ่าตายได้ อินทรชืตจึงส่งสุขาจารแปลงเป็นนางสีดาไปด้วยในสนามรบ แล้วสั่งให้ตัดคอนางเสีย ต่อจากนั้นก็แกล้งว่าจะไปตีศรีอยุธยา แต่อ้อมไปทำพิธี

เมื่อพระลักษมณ์คิดว่านางสีดาตายก็เสียใจ แต่พิเภกที่จับยามดูอยู่ทูลว่า นางที่ตายไม่ใช่นางสีดาแต่เป็นยักษ์แปลงกายมา และอินทรชิตจะไปทำพิธีกุมภนิยา ต้องรีบไปล้างพิธีก่อนครบเจ็ดวัน พระรามจึงให้พระลักษมณ์พร้อมพิเภกคุมกองทัพไปทำลายพิธีอินทรชิตที่เนินเขาจักรวาล ทั้งหมดเกิดการต่อสู้กัน ในที่สุดอินทรชิตก็แพ้ จึงขว้างจักรเมฆสูร ให้บังเกิดหมอกควันบังแสงอาทิตย์แล้วหนีกลับไปกรุงลงกาไป แต่ในที่สุดอินทรชิตก็ต้องศรพรหมมาสตร์ของพระลักษมณ์จนสิ้นใจ

พิเภกรีบทูลว่า หากอินทรชิตสิ้นชีวิตลงแล้วเศียรตกลงดิน จะบังเกิดเป็นไฟบัลลัยกัลป์ไหม้ทั่วจักรวาล ต้องเอาพานแว่นฟ้าของพระพรหมมารับ พระลักษมณ์จึงรีบให้องคตไปขอพานแว่นฟ้าจากพระพรหม และให้องคตเอาพานเข้าไปรองรับไว้ได้ทัน ส่วนพระรามก็ให้เอาพานที่ใส่เศียรอินทรชิตไปชูไว้กลางอากาศ แล้วแผลงศรพรหมมาสตร์เพื่อทำลายเศียรนั้น

ด้วยความโกรธเป็นอย่างมาก ทศกรรฐ์จึงคิดไปฆ่านางสีดาที่สวนขวัญ แต่ก็ถูกเปาวนาสูรทัดทานไว้ เช้ารุ่งขึ้น ทศกรรฐ์จึงยกทัพไปรบกับพระราม พระรามสั่งให้สุครีพจัดทัพให้เข้มแข็งกว่าทุกครั้ง ส่วนพระอินทร์ให้พระวิศณุกรรมนำเวชยันต์ราชรถพร้อมม้าเทพบุตรแปลงสองพันตัวมาถวาย ฝ่ายทศกรรฐ์เห็นว่าเสียเปรียบเนื่องจากเสียสิบขุนทหารเอกกับสิบรถ จึงบอกให้มารบกันใหม่วันรุ่งขึ้น

ศึกมูลพลัมและสหัสเดชะ
ฝ่ายทศกรรฐ์ได้ส่งสาส์นไปขอให้มูลพลัม น้องชายของสหัสเดชะเจ้าเมืองปางตาลมาช่วยรบ เมื่อมูลพลัมและสหัสเดชะรู้เรื่องก็มาช่วยรบ ขณะยกทัพออกจากเมืองเกิดฟ้าผ่าถูกรถทรงทศกรรฐ์อันเป็นลางร้าย มูลพลัมจึงให้ทศกรรฐ์กลับเข้าเมืองก่อน ส่วนตนและพี่ชายจะออกไปรบกับพระรามแทน พิเภกทูลพระรามว่า มูลพลัมและสหัสเดชะมีฤทธิ์มาก เพียงแค่หนุมานคงต้านทานไม่ได้ จึงบอกให้พระรามออกไปรบเอง

เมื่อพระราม และพระลักษมณ์คุมทัพออกไปรบ แต่ด้วยสหัสเดชะผู้ได้รับพรจากพระพรหมว่า หากเข้าต่อสู้กับศัตรูใด ศัตรูนั้นก็จะต้องเกรงกลัว ทำให้ไพร่พลลิงวิ่งหนีไป พระรามจึงให้พระลักษมณ์ สุครีพหนุมาน และสิบแปดมงกุฎ กลับไปตามไพร่พลลิงกลับมา

ฝ่ายสหัสเดชะเห็นแต่เพียงพระรามและพิเภก ก็คิดดูถูกทศกรรฐ์ว่าศัตรูเพียงเท่านี้ทำไมปราบไม่ได้ แล้วมาลวงตนว่าเป็นศึกใหญ่ จึงหนีกลับไปยังลงกา คงเหลือแต่มูลพลัมต่อสู่ต่อไป

สุดท้าย มูลพลัมก็ต้องศรพลายวาตของพระลักษมณ์ตาย พิเภกทูลพระรามว่าไม่ควรให้สหัสเดชะรู้ว่ามูลพลัมตาย เพราะคงจะยกทัพกลับมาแก้แค้น อีกทั้งสหัสเดชะก็มีฤทธิ์ร้ายกาจด้วยกระบองวิเศษ หากเอาโคนชี้ถูกใครจะตาย เอาปลายชี้จะกลับฟื้นขึ้น ควรให้หนุมานไปขโมยเอากระบองวิเศษมา

หนุมานจึงแปลงเป็นลิงเผือกตัวเล็ก ไปวิ่งผ่านทัพสหัสเดชะ สหัสเดชะโกรธ แต่หนุมานบอกว่า ตนเป็นข้ารับใช้พระยาพาลีที่เมืองขีดขินที่หนีมา เพราะถูกใช้สอยตรากตรำและโดนข่มเหง สหัสเดชะหลงเชื่อ จึงให้มานั่งหน้ารถด้วย

แต่หนุมานขอไปนั่งหลังรถ แล้วทำทีร้องให้คิดถึงญาติพี่น้องที่ต้องมาตาย สหัสเดชะจึงบอกไม่ให้ไพร่พลฆ่าญาติของหนุมานตามที่กล่าวมา จากนั้นหนุมานจึงขออาวุธไว้ต่อสู้ สหัสเดชะจึงมอบกระบองไห้ไว้ เมื่อได้อาวุธมาแล้ว หนุมานก็กลายร่างเดิม เมื่อสหัสเดชะรู้ว่าโดนลวงก็โกรธ และกล่าวประนามหนุมาน หนุมานจึงย้อนว่า ” อันธรรมดาสงครามนั้นจะหาความสัตย์ได้ที่ไหน ใครมีอุบายเล่ห์กลก็จะนำมาใช้เพื่อให้ได้ชัยชนะ” จากนั้นทั้งคู่ก็เข้าต่อสู้กัน หนุมานได้รับใช้ชนะ และใช้ตรีเพชรตัดหัวขาดตาย

ศึกแสงอาทิตย์

รุ่งขึ้น ทศกรรฐ์จึงให้แสงอาทิตย์ลูกพระยาขร ที่มีอาวุธเป็นแว่นแก้วสุรกานต์เมื่อส่องถูกผู้ใดต้องตาย แต่แว่นนั้นอยู่ที่พระพรหม ยกทัพไปรบพร้อมกับจิตรไพรีผู้เป็นพี่เลี้ยง พิเภกทูลอุบายให้พระรามฟังว่า เมื่อแสงอาทิตย์มารบ ก็จะสั่งให้จิตรไพรีขึ้นไปเอาแว่นลงมา พระรามจึงให้องคตแปลงกายไปเป็นจิตรไพรีเพื่อชิงแว่นลงมา เมื่อแสงอาทิตย์รบกับพระรามจนเพลี่ยงพล้ำ ก็คิดจะไปเอาแว่นวิเศษจากพระพรหม พระพรหมก็บอกว่ามาเอาไปแล้ว เหตุใดจึงขึ้นมาเอาซ้ำอีก ทำให้จิตไพรีรู้ว่าเสียทีแก่ศัตรูแล้วสุดท้ายจิตไพรีก็ต้องศรพรหมมาสตร์ของพระรามจนตาย

ทศกรรฐ์เกิดความมานะขึ้นว่า ตนนั้นส่งแต่ญาติไปรบจนตาย ถึงทีต้องยกทัพไปรบกับพระรามบ้าง แต่ก็เกิดอาการท้อใจ นางมณโฑจึงทูลให้ท้าวสัตลุงและตรีเมฆลูกพระยาตรีเศียรไปรบ สุดท้ายท้าวสัตลุงก็ถูกฆ่าตาย ส่วนตรีเมฆหนีไปบาดาล แต่พระยากาลนาคไม่ยอมให้อาศัยอยู่ จึงต้องหนีไปที่ท้องสมุทรเนินเขาจักรวาล และซ่อนตัวอยู่ในเม็ดทราย

ทศกรรฐ์ทำพิธีอุโมงค์
พระรามสั่งให้หนุมานตามไปฆ่าตรีเมฆ นางมณโฑเห็นพระรามเสียใจจึงทูลให้ทศกรรฐ์ส่งนางสีดาคืน ทศกรรฐ์ไม่ยอม รุ่งขึ้นทศกรรฐ์ก็ได้ให้เปาวนาสูรขุดอุโมงค์ใต้เขานิลกาฬเพื่อทำพิธีชุบตัว ขณะทำพิธีให้เอาหินปิดปากอุโมงค์ และเอาทรายกลบไว้ เมื่อครบเจ็ดวันจึงค่อยเปิดปากอุโมงค์

ฝ่ายพระรามเมื่อทราบว่าทศกรรฐ์กำลังชุบตัวให้เป็นเพชรอยู่ยงคงกระพัน เอานิ้วชี้ใครต้องตาย ก็ให้สุครีพ หนุมาน นิลนน ไปทำลายพิธี แต่เมื่อมาถึงอุโมงค์ ก็ไม่สามารถเปิดอุโมงค์ได้ จึงกลับไปถามพิเภก พิเภกบอกให้เอาน้ำล้างเท้าสตรีมาราด หนุมานจึงไปหานางเบญจกาย เพื่อเอาน้ำล้างเท้าราดเปิดปากอุโมงค์ได้

ทศกรรฐ์ตกใจเมื่อรู้ว่าพิธีกำลังถูกทำลาย แต่ก็พยายามสะกดใจทำพิธีต่อ หนุมานจึงไปอุ้มนางมณโฑมา แล้วแกล้งเย้าหยอกต่อหน้าทศกรรฐ์ ในที่สุดทศกรรฐ์ก็ตบะแตก ไม่สามารถดำเนินพิธีจนสำเร็จ  สามวานรจึงก็เหาะกลับเขามรกตไป

 

ศึกสัทธาสูร และวิรุญจำบัง

หนุมานเหาะไปสุดเขาสัตภัณฑ์ และพบฟองน้ำใหญ่จึงจับไว้ วิรุญจำบังกลายเป็นรูปเดิมเข้าต่อสู้ แต่แพ้ได้แหวกน้ำไปอยู่ใต้ดินดาล หนุมานก็ตามไปจับวิรุญจำบังฟาดกับเขาจนตาย

 

ท้าวมาลีวราชว่าความ

ทศกรรฐ์แค้นใจมาก และคิดถึงท้าวมาลีวราชผู้เป็นปู่ที่ภูเขายอดฟ้า ทศกรรฐ์จึงเชิญท้าวมาลีวราชเป็นผู้มีวาจาประกาศิตและมีความเที่ยงธรรมลงมายังลงกา เพื่อกล่าวโทษพระรามพระลักษมณ์ ท้าวมาลีวราชเกิดความสงสัย จึงถามนนยวิกวายุเวก นนยวิกและวายุเวก ทั้งหมดจึงเล่าตามคำเสี้ยมสอนของทศกรรฐ์ พร้อมกับทูลว่า ทั้งสองคนเป็นมนุษย์ที่มีฤทธิ์อำนาจด้านการใช้ศร อ้างเป็นสามีนางสีดา และคุมพลลิงจองถนนข้ามไปยังกรุงลงกามาฆ่าเหล่ายักษ์

แต่เมื่อเห็นว่าคำให้การของพระรามและนางสีดาสอดคล้องกัน รวมทั้งเหล่าเทวดาในที่นั่นก็ยืนยันว่าเป็นจริง ทศกรรฐ์จึงได้ทูลแก้ตัวว่า เหล่าเทวดาทั้งหลายเกลียดชังตน ท้าวมาลีวราชโกรธทศกรรฐ์ที่โกหก จึงจะให้ส่งนางสีดาคืน แต่ทศกรรฐ์ก็ไม่ยอมคืนนางสีดา พร้อมกับยกทัพกลับลงกาด้วยความแค้นโดยไม่ไหว้ลาท้าวมาลีวราช

พิธีชุบหอกกบิลพัท
เมื่อแผนการที่จะให้ท่าวมาลีวราชเข้าข้างตนล้มไม่เป็นท่า จึงคิดทำพิธีเผารูปเทวดาและชุบหอกกบิลพัทขึ้นมา ซึ่งหากสำเร็จก็จะเป็นอาวุธที่เหนือกว่าใด ๆ ในสามโลก ว่าแล้วก็ให้เหล่าเสนายักษ์ ไปตั้งโรงพิธีที่ใกล้เชิงเขาพระเมรุ แล้วทำพิธีปั้นรูปเหล่าเทวดา ที่มาเป็นพยานคราวที่ท้าวมาลีวราชว่าความและเผา ทำให้เหล่าเทวดานั้นรุ่มร้อนคล้ายถูกไฟบัลลัยกัลป์ ฝ่ายพระอิศวรเมื่อรู้ข่าวจากพระอินทร์ จึงได้ให้เทพบุตรพาลีลงไปทำลายพิธีจนสำเร็จ

ฝ่ายทศกรรฐ์คิดว่าการที่ตนทำพิธีใดก็ไม่สำเร็จเป็นเพราะพิเภกทรยศตน จึงตั้งใจจะออกไปฆ่าพิเภกด้วยหอกกบิลพัท พิเภกรู้ทุกอย่างจึงนำความทูลแก่พระราม พระรามจึงให้พระลักษมณ์คอยเฝ้าดูแลพิเภก ขณะที่พระรามออกไปสู้รบกับทศกรรฐ์ ฝ่ายทศกรรฐ์ก็คอยหาช่องทางในการสังหารพิเภก เมื่อมีช่องทางก็พุ่งหอกหมายฆ่าพิเภก แต่พระลักษมณ์ก็ปัดออกได้ แต่หอกก็กลับมาปักอกตนเองแทนจนสลบไป

พิเภกทูลพระรามว่าวิธีแก้หอกกบิลพัท ว่าชื่อ ต้นสังกรณีกับตรีชวา ณ ภูเขาสัญชีพสัญญี มูลวัวพระอิศวรที่ถ้ำอินทกาล หินรองบดยาที่เมืองบาดาล แต่หินแท่งบดยานั้นเป็นหมอนของทศกรรฐ์ พระรามจึงสั่งให้หนุมานไปนำของทุกอย่างมาให้ได้

หนุมานสามารถนำของมาได้ทุกอย่าง เว้นเสียแต่หินบดยา ว่าแล้วจึงเดินทางไปยังลงกา แล้วร่ายพระเวทให้เหล่ายักษ์หลับ ก่อนจะเข้าไปในปราสาท เมื่อเห็นทศกรรฐ์นอนอยู่กับนางมณโฑ ก็ได้เอาผมนางมณโฑผูกติดกับเศียรทศกรรฐ์ พร้อมกับเขียนคำสาปไว้ที่หน้าผากทศกรรฐ์ว่า หากจะแก้ผมให้หลุด ต้องให้นางมณโฑตบหัวสามที

ครั้นเมื่อทศกรรฐ์ตื่นขึ้นมา ก็เห็นผมนางผูกติดกับเศียรตน และหินบดยาหายไป ก็รู้ทันทีว่ามีศัตรูมาลักไป ทศกรรฐ์นิมนต์ฤาษีโคบุตรมาแก้ผมให้ ฤาษีเห็นคำสาปที่จารึกไว้ จึงบอกให้ทำตาม นางมณโฑจึงตบหัวทศกรรฐ์สามครั้งผมก็หลุดออกมาได้\

 

ศึกทัพนาสูร

ทศกรรฐ์แค้นใจมาก และได้ขอให้ทัพนาสูร ผู้เป็นน้องร่วมบิดามาช่วยรบ ทัพนาสูรเนรมิตตัวจนใหญ่โต แทรกลงดินจนถึงหน้าอก แล้วอ้าปากให้ปากล่างอยู่บนดิน แลบลิ้นบังดวงอาทิตย์ไว้ พลางเอาแขนโอบพลลิง เหล่าพลลิงตกใจที่ท้องฟ้ามืดสนิทในทันที ก็ต่างพากันวิ่งวุ่นวายเข้าปากทัพนาสูร ทัพนาสูรจึงกลืนกินเหล่าพลลิงจนหมด

พิเภกรีบทูลเรื่องทั้งหมดแก่พระราม และบอกให้พระรามส่งคนไปตัดมือทัพนาสูรเสีย พระรามจึงสั่งให้สุครีพไปตัดมือทัพนาสูรฟ้าจึงสว่างขึ้น จากนั้นพระรามก็แผลงศรพรหมมาสตร์ต้องทัพนาสูรจนตาย แต่บรรดาวานรที่ถูกทัพนาสูรกลืนกินเข้าไป ก็ไม่ฟื้นเหมือนเคยแม้ถูกลมพัดมาต้องกาย พิเภกจึงทูลให้พระรามแผลงศรไปให้พระอินทรได้ยิน เพื่อเอาน้ำทิพย์มาปะพรมบนศพเหล่าวานรจึงกลับฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

 

นางมณโฑหุงน้ำทิพย์

เมื่อทศกรรฐ์รู้ว่าทัพนาสูรตายก็เสียใจมาก จึงไปปรึกษานางมณโฑ นางมณโฑคิดถึงพิธีหุงน้ำทิพย์ที่พระอุมาเคยสอนไว้ หากใครดื่มน้ำนี้เข้าไปจะไม่ตาย ทศกรรฐ์จึงสั่งให้นางมณโฑทำพิธี

ฝ่ายทศคีรีวันและทศคีรีธร ผู้เป็นลูกของทศกรรฐ์กับนางช้างในป่าหิมพานต์ เข้ามาเยี่ยมทศกรรฐ์ในช่วงเวลาที่นางมณโฑกำลังทำพิธีสัญชีพหุงน้ำทิพย์พอดี เมื่อรู้เรื่องก็อาสาออกรบ แต่ทั้งสองก็ต้องศรพระลักษมณ์จนตาย

ทศกรรฐ์จึงให้ฤทธิกาลรบหน่วงเวลาไว้ เพื่อรอให้พิธีหุงน้ำทิพย์สำเร็จ เมื่อครบกำหนดเจ็ดวัน นางมณโฑให้เสนานำน้ำทิพย์ไปมอบให้ทศกรรฐ์เพื่อพรมบนร่างเหล่ายักษ์ที่ตาย เหล่ายักษ์ก็กลับกลายเป็นปีศาจยักษ์ขึ้นมาต่อสู้อีกครั้ง

พระรามเกิดความสงสัย จึงถามความจากพิเภกจนทราบว่าเป็นเพราะน้ำทิพย์ของนางมณโฑ ซึ่งมีวิธีแก้โดยส่งนายทหารผู้มีฤทธิ์ไปร่วมหลับนอนระหว่างนางทำพิธี ระหว่างนี้ให้พระรามแผลงศรเป็นข่ายเพชรกั้นเหล่าปีศาจไว้อย่าให้ออกมาสู้รบได้ พระรามจึงส่งหนุมาน พานิลนนท์ กับชมพูพาน พาไพร่พลลิงเข้าไปทำลายพิธี

หนุมานแปลงกายเป็นทศกรรฐ์ ให้นิลนนท์เป็นช้างทรงของทศกรรฐ์ และชมพูพานเป็นการุณราชควาญท้าย เหล่าไพร่พลแปลงเป็นพลยักษ์ยกทัพเข้าลงกา แล้วหนุมานก็ร่วมหลับนอนกับนางมณโฑด้วย

ทศกรรณ์สั่งเมือง

รุ่งขึ้น หนุมานขอให้ทศกรรฐ์ยกทัพไปเป็นประธาน ส่วนตัวหนุมานจะออกรบเอง เมื่อถึงสนามรบก็ให้ทศกรรฐ์ตั้งทัพไว้ หากเห็นตนเหาะไปสูงสามโยชน์เมื่อใด ให้ยกทัพเข้าตีทันที ว่าแล้วหนุมานก็กำบังกายเหาะไปที่ทัพพระราม แล้วถวายกล่องดวงใจให้พระรามฆ่าเสีย

ฝ่ายทศกรรฐ์รู้ตัวว่าเสียรู้ให้แก่หนุมาน จึงบอกหนุมานว่าจะขอกลับไปสั่งเสียก่อน แล้วจะมารบอีกทีวันรุ่งขึ้น เมื่อถึงวันรุ่งขึ้น ทศกรรฐ์ก็ได้ยกทัพไปรบกับพระราม แล้วต้องศรพรหมมาสตร์ของพระรามตาย พิเภกได้เชิญพระศพทศกรรฐ์เข้าลงกา แล้วเชิญนางสีดา นางมณโฑ มาเฝ้าพระรามที่ค่ายทัพพลับพลาเขามรกต

นางสีดาคิดว่า การไปเฝ้าพระรามที่ห่างกันนานถึงสิบสี่ปี อาจทำให้เกิดความมัวหมอง  แต่พิเภกก็ทูลให้คลายกังวล นางสีดาจึงยอมไปเฝ้าพระรามอยู่ห่าง ๆ

 

สีดาลุยไฟ

ด้วยความที่นางสีดาอยู่กับทศกรรฐ์มานาน และไม่รู้ว่านางยังบริสุทธิ์อยู่หรือไม่ นางสีดาจึงขอลุยไฟต่อหน้าพระรามและเหล่าเทวดาเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ พระรามได้สั่งให้สุครีพนำเชื้อไฟมากองไว้หน้าพลับพลาต่อหน้าเหล่าเทวดา แล้วทรงแผลงศรเพื่อจุดกองไฟให้ลุกขึ้น

นางสีดาตั้งสัตย์อธิษฐานก่อนลุยไฟว่า หากนางซื่อสัตย์ต่อสามีขออย่าให้มีความร้อน จากนั้นก็ปรากฎเป็นดอกบัวบานผุดขึ้นรองรับในทุกก้าว

พระรามสั่งให้พิเภกไปครองกรุงลงกา และยกนางมณโฑให้เป็นเมีย จากนั้นจึงปลงศพทศกรรฐ์ แล้วได้ทูลเชิญพระราม พระลักษมณ์และนางสีดา เข้ามาพักยังลงกา

ศึกอัศกรรณ
ฝ่ายไวยกาสูรกับนิลกายสูรเสนายักษ์ของทศคิริวันกับทศคิริธร ได้กลับไปทูลท้าวอัศกรรณที่กรุงจักรวาล ว่าบุตรบุญธรรมทั้งสองตายแล้ว ด้วยความเสียใจท้าวอัศกรรณจึงยกทัพไปรบ แต่พระรามไม่สามารถฆ่าอัศกรรณได้ เพราะเมื่อต้องศรพระรามขาดคราวใด ศรก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า พิเภกทูลว่าหากอัศกรรณตาย ต้องนำซากไปทิ้งมหาสมุทร จึงจะไม่ฟื้นคืนชีพขึ้นอีก พระรามจึงแผลงศรพรหมมาสตร์ ตัดอัศกรรณออกเป็นท่อนเล็กท่อนน้อย แล้วบันดาลเป็นลมกรดพัดพาอัศกรรณไปทิ้งกลางมหาสมุทร

เมื่อเสร็จศึกแล้ว พระรามก็บอกพิเภกว่าจะกลับคืนยังกรุงศรีอยุธยา เพราะรับปากกับท้าวทศรถผู้เป็นพระราชบิดาไว้ เมื่อครบสิบสี่ปีเมื่อใด จะกลับไปครองเมืองดังเดิม แต่หากเกินเวลา พระพรตกับพระสัตรุตจะฆ่าตัวตายด้วยการลุยไฟ พิเภกขอติดตามไปด้วย พร้อมกับทูลว่า เมื่อพระรามข้ามฝั่งกลับไปแล้ว ควรจะทำลายถนนที่เคยสร้างไว้ พวกเหล่ายักษ์จะได้ไม่สามารถใช้มหาสมุทรเพื่อสัญจรต่อไปได้ หลังจากข้ามมาถึงฝั่ง พระรามจึงแผลงศรพลายวาต ทำลายถนนลงเสีย แล้วเดินทางไปพักทัพที่ป่าบริเวณเขาเหมติรัน

 

ศึกบรรลัยกัลป์

ฝ่ายยักษ์ชื่อ บรรลัยกัลป์ ผู้เป็นลูกของทศกรรฐ์และนางอัคคี เกิดลางร้ายคิดถึงทศกรรฐ์ผู้เป็นพ่อขึ้นมา เมื่อกลับมาเยี่ยมจึงได้รู้ข่าวทั้งหมดของพ่อ นางอัคคีผู้เป็นเมียเกิดความโกรธ จึงรีบเหาะตามทัพพระรามไป เมื่อพระรามได้ยินเสียงกึกก้อง ก็รู้จากพิเภก ว่าบรรลัยกัลป์กำลังตามมาล้างแค้นแทนทศกรรฐ์ พระรามจึงสั่งให้หนุมานไปฆ่าแล้วตัดหัวมาให้

หนุมานออกอุบายแปลงเป็นควายใหญ่ติดหล่มอยู่ เมื่อบรรลัยกัลป์ผ่านมาพบก็หลงกลหนุมาน และได้เข้าต่อสู้กัน บรรลัยกัลป์ตัวลื่น ฤาษีพระทิศไพมุนีจึงบอกใบ้ให้เอาทรายซัดจึงจะจับได้ ทำให้หนุมานฆ่าบรรลัยกัลป์ตายได้สำเร็จ

พระรามเดินทางต่อไปยังเมืองขีดขิน ตามคำทูลเชิญของสุครีพและนิลพัท จากนั้นจึงไปยังอาศรมของฤาษีวสิษฐ์และสวามิตร โดยมีสุครีพตามไปด้วย ที่นี่พระรามได้พบกับนายพรานกุขัน และได้รู้ว่าเป็นสามพระมารดากับสองพระอนุชา จึงเกิดความเศร้าโศกมาก และสั่งให้หนุมานกับนายพรานกุขัน ล่วงหน้าไปทูลเรื่องราวในเมืองก่อน

 

พระรามคืนเมืองขึ้นครองราชย์ ปูนบำเหน็จ

เมื่อครบกำหนดสิบสี่ปีแล้ว ฝ่ายพระพรตและพระสัตรุตเห็นว่าพระราม พระลักษมณ์ และนางสีดา ยังไม่เสด็จกลับมา ก็ไปทูลมารดาเพื่อลาไปปลงพระชนม์โดยการลุยไฟตามที่ได้ปฏิญาณไว้ แต่หนุมานกับกุขันกลับมาถึงก่อน จึงได้เข้าไปห้ามไว้ หลังจากรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้ว ก็พาพระมารดาไปพบกับพระราม พระลักษมณ์ และนางสีดา ที่อาศรมฤาษี แล้วทูลเชิญเข้าไปครองเมือง

พิธีอภิเษกขึ้นครองราชสมบัติถูกจัดขึ้น โดยมีพระอินทร์ เหล่าเทวดา และบรรดาเหล่าฤาษีมาเป็นเกียรติ พระรามได้ออกขุนนางปูนบำเหน็จความดีความชอบของเหล่าทหาร ให้พระลักษมณ์ครองเมืองโรมคัล พระพรตและพระสัตรุตเป็นอุปราชอยู่ในกรุงศรีอยุธยา

ส่วนหนุมานผู้มีความดีความชอบสูง พระรามก็แบ่งกรุงศรีอยุธยาให้ปกครองกึ่งหนึ่ง แล้วตั้งชื่อให้ใหม่ว่า พระยาอนุชิต ส่วนสุครีพให้มีชื่อว่า พระยาไวยวงศา ครองเมืองขีดขิน พิเภกให้ชื่อว่า ท้าวทศคิริวงศ์ ครองเมืองลงกา องคตให้ชื่อว่า พระยาอินทรนุภาพศักดา เป็นฝ่ายหน้าเมืองขีดขิน ชมพูพานให้ไปครองเมืองปางตาล สุรเสนไปครองเมืองสัทธาสูร ชมพูวราช นิลราช นิลนนท์ เป็นอุปราชทั้งหมด โดยให้ชมพูวราชเป็นฝ่ายหน้าเมืองปางตาล นิลราชเป็นฝ่ายหน้าเมืองอัสดงค์ ส่วนนิลนนท์เป็นอุปราชเมืองชมพู ไชยามและโคมุทเป็นมหาเสนาซ้ายขวาที่เมืองขีดขิน สัตพลีให้เป็นอาลักษณ์ ส่วนพลลิงอื่น ๆ ก็ให้ยศฐาบรรดาศักดิ์ตามสมควร

ฝ่ายหนุมานคัดค้านที่ให้พระลักษมณ์ไปครองเมืองโรมคัลซึ่งเป็นเมืองยักษ์ และเห็นว่าควรจะอยู่ใกล้ชิดพระรามจะดีกว่า ส่วนพระพรตกับพระสัตรุตนั้นควรจะให้ไปอยู่ที่เมืองไกยเกษ พระรามเห็นด้วยจึงได้สั่งให้สุรกานต์ไปครองเมืองโรมคัลแทน แล้วให้ศรรามเป็นมหาอุปราช กุขันพรานป่าให้เป็นพระยากุขันธิบดินทร์ครองบุรีรัม สำหรับพิเภกนั้นเป็นผู้ไม่มีความชำนาญการรบและไม่มีฤทธิ์ หากมีศัตรูมารุกรานจึงให้เขียนสาสน์แขวนศรมา

หนุมานครองเมือง
ฝ่ายหนุมานที่ได้ครองอยุธยาครึ่งหนึ่งก็มีความสุขดี แต่จะรู้สึกเร่าร้อน เวียนหัว ปวดหัว ทุกครั้งเมื่อต้องขึ้นนั่งบัลลังก์ออกขุนนาง จึงคิดว่าเป็นเพราะตีตนเสมอพระรามทำให้เกิดวิปริต หนุมานจึงได้เข้าเฝ้าพระรามเพื่อถวายอยุธยาคืน พระรามจึงแผลงศรให้หนุมาน หากศรตกลงที่ใด ก็จะยกทัพไปสร้างเมืองใหม่ให้ ศรนั้นไปตกบนเขาใหญ่เก้ายอด หนุมานจึงแผลงฤทธิ์เอาหางกวาดจนเกิดเป็นกำแพงหินล้อมรอบบริเวณนั้น ด้วยความดีความชอบนี้ พระรามจึงให้เทวดาไปสร้างเมืองให้

พระอินทร์ให้พระวิษณุกรรมลงมาสร้างเมืองให้หนุมาน แล้วประทานชื่อเมืองว่า นพบุรี รวมทั้งแบ่งสมบัติจากกรุงศรีอยุธยา ม้า พล เสนา ให้ครึ่งหนึ่งตามที่ได้เคยสัญญาไว้

 

ศึกมหาบาล

ฝ่ายท้าวมหาบาล ยักษ์เจ้าเมืองจักรวาลผู้เป็นเพื่อนสนิทของทศกรรฐ์ เมื่อรู้ข่าวว่าทศกรรฐ์เสียชีวิตก็โกรธแค้น จึงให้เสนาไปเรียกพิเภกมาพบที่หน้าด่าน แต่พิเภกรู้ว่าเป็นพวกพาลจึงไม่ยอมออกไป เมื่อดูดวงของตน ก็รู้ว่ามีเคราะห์หนัก แต่จะมีคนช่วยเหลือไม่ถึงตาย และก็ใกล้เวลาที่พระรามจะแผลงศรมาถามข่าวคราวแล้ว พิเภกจึงให้เปาวนาสูรคุมไพร่พลรักษาเมืองไว้ให้เข้มแข็ง

ฝ่ายพระรามเกิดฝันประหลาด จึงได้แผลงศรพาลจันทร์ไปถามข่าว พิเภกจึงผูกสาสน์กลับมาว่ากรุงลงกากำลังเกิดศึกใหญ่ พระรามจึงให้หนุมานไปช่วยรบที่ลงกา พิเภกเห็นว่าหากตนไม่ออกไปรบ ท้าวมหาบาลก็จะหมิ่นเอาได้ และคงทำให้พระเกียรติของพระรามเสื่อมเสียด้วย แต่หากพลาดพลั้งก็ขอให้หนุมานช่วย

ระหว่างสู้รบ พิเภกเกือบเสียที แต่หนุมานลงจากกลีบเมฆมาช่วยไว้ได้ทัน แต่ก็ยังไม่สามารถฆ่าท้าวมหาบาลได้ พิเภกบอกว่า ท้าวมหาบาลได้พรจากพระอิศวร หากจะฆ่า ต้องแหวะเอาดวงใจมาขยี้ให้แหลก หนุมานจึงควักเอาดวงใจท้าวมหาบาลออกมาขยี้จนตาย พลยักษ์มากมายจึงตกเป็นเชลยของลงกา

เมื่อเสร็จศึก พิเภกเชิญหนุมานไปหานางเบญจกาย ส่วนเมืองจักรวาลที่ขาดคนปกครอง พิเภกก็ให้เปาวนาสูรไปปกครองแทน จากนั้นหนุมานและพิเภกจึงไปเฝ้าพระรามเพื่อทูลเรื่องราวทั้งหมด

 

กำเนิดไพนาสุริยวงศ์ และอสุรผัด

เวลาต่อมา นางมณโฑได้ประสูติโอรสชื่อ ไพนาสุริยวงศ์ ซึ่งเกิดจากทศกรรฐ์ พิเภกก็นึกรักเพราะคิดว่าเป็นลูกของตน ส่วนนางเบญจกายก็ได้ประสูติโอรสหน้าเป็นลิง มือและเท้าเป็นยักษ์ ชื่ออสุรผัด

วันหนึ่งหนุมานได้ยกทัพน้อยไปเที่ยวสวน และได้กระโจนปีนป่ายตามวิสัยของลิง เมื่อนางกำนัลเห็นเข้าก็ขบขัน ทำให้หนุมานรู้สึกอับอายที่ทำตัวไม่เหมาะสม จึงคิดจะออกบวช หนุมานจึงไปทูลลาพระรามเพื่อออกบวชกับฤาษีพระทิศไพ

วันหนึ่ง ไพนาสุริยวงศ์ ไปเที่ยวเล่นในสวนกับพี่เลี้ยงชื่อ วรณีสูร เมื่อไปถึงพลับพลาที่ทศกรรฐ์เคยประทับ ด้วยความคิดถึง วรณีสูรคิด ก็ร้องไห้ออกมา ไพนาสุริยวงศ์จึงเกิดสงสัย ทำให้วรณีสูรเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง รวมถึงเรื่องที่ไพนาสุริยวงศ์ไม่ใช่ลูกพิเภก ไพนาสุริยวงศ์จึงได้กลับมาถามนางมณโฑจนรู้ความจริง จึงคิดโกรธและจะกลับไปหาท้าวจักรวรรดิ์ที่เมืองมลิวัน

ไพนาสุริยวงศ์จึงหลอกพิเภกว่าจะไปเรียนวิชาที่สำนักพระกาลฤาษี แต่ที่จริงต้องการจะเรียนวิชาผ่านด่านเพลิงน้ำกรดเพื่อไปยังเมืองมลิวันเท่านั้น เมื่อเรียนจบ ก็เดินทางไปเมืองมลิวันและผ่านด่านทั้งสองไปได้ หลังจากที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ท้าวจักรวรรดิ์ฟัง ท้าวจักรวรรดิ์ก็ยกทัพมาลงกาเพื่อแก้แค้น ไพนาสุริยวงศ์อาสาจะเข้าไปยังเข้าเมืองก่อน เพื่อไม่ให้พิเภกสงสัย

ศึกท้าวจักรวรรดิ์
เมื่อท้าวจักรวรรดิ์เดินทางมาถึงด่านลงกา ก็ให้วิษณุราชกับนนทการไปทูลเชิญพิเภกให้ออกมา พิเภกจัดทัพออกไปรบ แต่เกิดเพลี่ยงพล้ำถูกท้าวจักรวรรดิ์แผลงศรเป็นพญานาคตัวใหญ่รัดพิเภกไว้ เมื่อไพนาสุริยวงศ์รู้ว่าพิเภกถูกจับ ก็มาทูลขอชีวิตในฐานะที่พิเภกได้เลี้ยตนมา ท้าวจักรวรรดิจึงยกโทษให้ แต่ขอทรมานพิเภกโดยจับใส่ตรุขังไว้ จากนั้นได้ตั้งให้ไพนาสุริยวงศ์ครองลงกาแทน แล้วตั้งนามใหม่ให้ว่า ท้าวทศพิน พร้อมทั้งมอบศรบรรลัยจักรวาลไว้ให้เป็นอาวุธด้วย

เมื่ออสุรผัดรู้ว่าตาของตนถูกจำตรุ ก็เสียใจและไปขอโทษแทนตากับทศพิน แต่ท้าวจักรวรรดิ์ก็ไม่ยอมจึงไล่ออกมา นางเบญจกายสั่งให้อสุรผัดไปตามหาหนุมานผู้เป็นพ่อที่หนีไปออกบวช แล้วค่อยไปทูลพระราม

อสุรผัดเหาะไปตามหนุมานกับฤาษีที่เขามณฑป แต่จำหนุมานไม่ได้ หนุมานจึงกลับร่างเดิมพร้อมกับหาวเป็นดาวเป็นเดือนเพื่อแสดงตน อสุรผัดจึงเล่าเรื่องทั้งหมกให้ฟัง หนุมานโกรธมากจึงพาอสุรผัดไปพบสุครีพที่นครขีดขิน สุครีพให้หนุมานพาอสุรผัดไปพบพระรามก่อน จากนั้นตนและท้าวชมพูจะยกพลตามไป

เมื่อพระรามรู้เรื่องจากหนุมาน ก็เกณฑ์ทัพเมืองขีดขินกับเมืองชมพูมาร่วมรบ แล้วสั่งให้เสนาไปเมืองไกยเกษเพื่อบอกพระพรตและพระสัตรุตให้ไปช่วยรบด้วย ทั้งหมดมาพร้อมกันที่กรุงศรีอยุธยา ฝ่ายท้าวชมพูได้ให้นิลพัทคุมทัพเมืองชมพู แก้ตัวกับพระรามในความผิดครั้งก่อน

พระรามสั่งให้พระพรตและพระสัตรุต นำทัพทั้งหมดพร้อมกับสุครีพ หนุมาน องคต และสิบแปดมงกุฎ ไปตีเมืองลงกาและเมืองมลิวัน พร้อมประทานศรพรหมมาสตร์และเกราะเพชรแก่พระพรต ส่วนพระลักษมณ์ก็ประทานศรจันทรวาทิตย์กับเกราะแก้วของพระอินทร์ให้พระสัตรุต จากนั้นพระพรตกับพระสัตรุตจึงคุมทัพไปถึงเขาคันธกาล นิลพัทยอมเอาตัวทอดข้ามมหาสมุทร เพื่อให้กองทัพเคลื่อนพลผ่านเข้ากรุงลงกา แล้วไปตั้งทัพที่เขามรกตได้

 

ศึกทศพิน

เมื่อตั้งทัพแล้ว พระพรตให้ชมพูพานถือสาสน์ไปบอกให้ท้าวทศพินออกมา แต่ทศพินไม่ยอมกลับและด่าว่าชมพูพาน ชมพูพานจึงได้ทำร้ายทศพินจนบาดเจ็บ แล้วกลับมาทูลพระพรต ฝ่ายยามลิวันกับกันยุเวกผู้เป็นโอรสของอินทรชิตกับนางสุวรรณกันยุมา  เมื่อรู้ว่าทศพินจะไปรบแล้วจะให้พวกตนไปด้วย ก็กลัวนางสุวรรณกันยุมาจะหนี จึงบอกให้หนีไปถวายตัวกับพระพรต

เชื่อวันรุ่งขึ้น ท้าวทศพินยกทัพไปรบ พระพรตให้อสุรผัดออกรบ ทศพินกับวรณีสูรแพ้ถูกจับได้ ทำให้พระพรตต้องนำทั้งสองตระเวนน้ำตระเวนบก แล้วตัดหัวเสียบประจานไว้ที่ประตูเมือง เพื่อไม่ให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แล้วจึงสั่งให้อสุรผัดไปปล่อยพิเภกตีเมืองมลิวัน
เมื่อฆ่าทศพินแล้ว พระพรตก็ยกทัพไปตีเมืองมลิวัน พิเภกทูลว่าทางไปเมืองมลิวันกันดารมาก และยังมีด่านไฟกรดและน้ำกรดที่จะทำร้ายศัตรู หนุมานจึงได้อาสาหักด่านให้

เมื่อไปถึงด่านเพลิงกาฬ หนุมานเห็นยักษ์ชื่อมัฆวานกำลังคุมพลเก้าโกฎิไปทำพิธีไฟลุกโหมช่วงโชติร้อนแรง หนุมานจึงแปลงกายใหญ่โตเข้าต่อสู้ และฆ่ามัฆวานจนตาย ทำให้ไฟดับ ส่วนด่านที่สองคือด่านน้ำกรด ก็เห็นยักษ์ชื่อกาลสูรนั่งบริกรรมคาถาเรียกพญานาคมาพ่นพิษเป็นกรดไหลไม่ขาดสาย จึงแปลงกายเป็นครุฑเข้าต่อสู้ และจับกาลสูรขว้างไปยังเขาจักรวาลจนตาย เมื่อสามารถหักด่านได้แล้ว จึงให้พระพรตยกทัพไปตั้งที่เชิงเขามยุราตามคำแนะนำของพิเภก

ฝ่ายท้าวจักรวรรดิทราบว่า ข้าศึกหักด่านและเข้ามาถึงในเมืองได้แล้ว ก็จัดเตรียมทัพไว้รบ พระพรตให้ส่งสาสน์ผ่านนิลนนท์ไปบอกว่า หากกลัวตายให้รีบออกมาตั้งสัตย์ต่อศรพรหมมาสตร์เสีย แล้วจะยกโทษไว่ชีวิต แต่ท้าวจักรวรรดิก็ไม่ยอมกลับ และส่งโอรสที่ชื่อ สุริยาภพยกทัพ ออกมารบ

พระพรตจึงให้พระสัตรุตออกไปรบ แต่พระสัตรุตก็เสียทีต้องหอกเมฆพัทของสุริยาภพจนสลบลง พิเภกทูลพระพรตว่ายาแก้ฤทธิ์หอกคือ จันทน์แดงกับมูลวัวอุศภราชที่ถ้ำเขาอินทกาล แท่นหินที่ชั้นพรหม และลูกหินที่เมืองพญานาค พระพรตจึงส่งให้นิลพัทไปเอาของทุกอย่างมา เมื่อบดยาทาแผลเรียบร้อย พระสัตรุตก็ฟื้นขึ้นอีกครั้ง

 

ศึกสุริยาภพ บรรลัยจักรและนนยุพักตร์

เมื่อท้าวจักรวรรดิ์ทาบข่าวว่าพระสัตรุตฟื้นขึ้นมาได้ ก็ส่งให้สุริยาภพออกมารบอีกครั้ง คราวนี้เป็ทีของพระพรตและพระสัตรุตออกรบ ทำให้สุริยาภพต้องศรพรหมมาสตร์ตาย ท้าวจักรวรรดิ์จึงส่งให้บรรลัยจักร ผู้เป็นโอรสอีกคนหนึ่งไปต่อสู้แต่สู่ไม่ได้ เมื่อพลบค่ำจึงขอหย่าศึกแล้วจะไปรบอีกทีในวันรุ่งขึ้นแทน

ศึกคราวนี้ศัตรูมีกำลังเข้มแข็งและมีฤทธิ์มาก ท้าวจักรวรรดิ์จึงควรจะไปชุบศรเหราพตที่เนินเขาจักรวาล ท้าวจักรวรรดิ์เห็นดีตามนั้น จึงได้ให้ยักษ์กระบิล ยกทัพไปขัดตาทัพไว้ก่อน โดยพระพรตก็ส่งให้นิลพัทออกรบ

สุดท้ายกระบิลก็ถูกฆ่าตาย พร้อมกันนี้พระพรตก็ได้สั่งให้องคตกับอสุรฟัดไปเข้าขัดขวางพิธีชุบศรเหราพตของบรรลัยจักร ทำให้พิธีไม่สำเร็จ แต่บรรลัยจักรก็ต้องออกรบสู้กับพระพรตและพระสัตรุต บรรลัยจักรเอาจักรกรดเมฆฏสูรขว้างไป จนบังเกิดเป็นหมอกควันบังดวงอาทิตย์ จากนั้นจึงได้แผลงศรเหราพตให้กลายเป็นจระเข้พันหัวพ่นพิษรัดกายพระสัตรุต แล้วพาไปฝากไว้กับราหู

พิเภกทูลพระพรตว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะจักรกรดเมฆสูรของบรรลัยจักร และบอกให้แผลงศรพรหมมาสตร์ไป แต่เมื่อฟ้าสว่างแล้วไม่เห็นพระสัตรุต จึงสั่งให้สุครีพ หนุมาน องคต นิลพัท ไปตามชิงตัวกลับมา

เมื่อทั้งสี่ตามไปพบกับราหู จึงต่อสู้กันและสามารถแย่งชิงตัวพระสัตรุตกลับมาได้ แต่จับราหูไว้ไม่ทัน และถูกบรรลัยจักรสั่งให้ตัดหัวเสียบประจาน เพื่อไม่ให้ยักษ์อื่น ๆ เอาเยี่ยงอย่าง

รุ่งขึ้นบรรลัยจักรออกไปรบอีก สุดท้ายก็ต้องศรพรหมมาสตร์ของพระพรตตาย ทำให้ท้าวจักรวรรดิ์แค้นใจและเสียใจเป็นอย่างมาก และตัดสินใจยกทัพออกไปรบเอง แต่ก็ไม่แพ้ไม่ชนะเสียที จนพลบค่ำจึงขอหย่าศึก

ฝ่ายนนยุพักตร์น้องของบรรลัยจักร ซึ่งไปบำเพ็ญตบะในป่า เพื่อขอประทานเทพอาวุธจากพระอิศวร พระพรหม และพระนารายณ์ แต่พิธียังไม่สำเร็จดี ก็เกิดความร้อนรุ่มด้วยเพราะว่าเมืองมลิวันกำลังเกิดเรื่อง เมื่อรู้ข่าวพี่ชายก็เสียใจและโกรธแค้น นนยุพักตร์จึงอาสาออกรบสู้กับพระสัตรุต สุดท้ายนนยุพักตร์ก็ต้องศรพรหมมาสตร์ตาย

ศึกท้าวไวยตาล
ท้าวจักรวรรดิ์เคืองแค้นอย่างมาก จึงยกทัพมารบเป็นครั้งที่สอง แต่ก็ยังไม่รู้แพ้ชนะเสียที จนค่ำจึงกลับเข้าเมือง แล้วคิดได้ว่ายังมีเพื่อนชื่อท้าวไวยตาล ผู้มีศาสตราวุธพิเศษ และเป็นเจ้าเมืองกุรุราช จึงถือสาสน์ไปเชิญมารบ ท้าวไวยตาลจึงได้ยกทัพมารบ แต่ก็เกรงว่าจะต้องเพลี่ยงพล้ำซ้ำอีก จึงคิดจะไปทำพิธีบูชากระบองให้เกิดมีฤทธิ์ที่มากขึ้น

ท้าวจักรวรรดิ์จึงสั่งให้เพตราไปขัดตาทัพไว้ก่อน ซึ่งพิเภกก็รู้ดีว่าไวยตาลกำลังกลับไปบาดาล เพื่อทำพิธีชุบกระบองตาล ให้ชี้ทางต้นตาย ชี้ทางปลายเป็น พระพรตจึงได้สั่งให้องคตไปรบกับเพตรา และส่งนิลพัทให้ไปทำลายพิธี

นิลพัทและอสุรฟัดได้หายตัวเข้าไป จากนั้นนิลพัทก็แปลงกายเป็นพระกาฬ เข้าสู้รบกับไวยตาลที่กำลังทำพิธี จนพิธีไม่สำเร็จ จากนั้นก็พากันกลับมาดักรออยู่ที่ทางเข้าเมือง โดยนิลพัทแปลงเป็นยักษ์นั่งอยู่ข้างทาง แล้วให้อสุรผัดคอยเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ

เมื่อไวยตาลยกทัพกลับมา นิลพัทก็แกล้งทูลว่า ตนเป็นทหารอยู่ลงกาถูกทารุณจนอยู่ไม่ได้ จึงต้องมาขอพึ่งไวยตาล ไวยตาลหลงเชื่อจึงพาเข้าเมือง ระหว่างทางจึงได้กลายร่างเดิมแล้วเข้าต่อสู้กับไวยตาล โดยมีอสุรผัดเข้าช่วยรบด้วย ในที่สุดก็สามารถฆ่าไวยตาลตาย และแย่งกระบองไปได้ ส่วนองคตก็ฆ่าเพตราตาย เมื่อท้าวจักรวรรดิ์รู้ข่าวก็รู้สึกทั้งเสียใจและโกรธแค้น จึงคิดจะยกทัพมารบเองเป็นครั้งที่สามกับพระพรต แต่ก็ไม่แพ้ไม่ชนะ จนค่ำจึงหย่าศึกกลับเข้าเมือง

 

พระรามปูนบำเหน็จ

พระรามพระราชทานรางวัลให้แก่ทุกคนที่ออกรบครั้งนี้ โดยให้หนุมานไปครองกรุงมลิวัน นิลพัทไปเป็นพระยาอภัยพัทธพงศา อสุรผัดไปเป็นพระยามารนุราชอุปราชลงกา ยามลิวันไปเป็นพระยาวันยุพักตร์ครองกรุงกุรุราช กันยุเวกไปเป็นพระยากันนุชิตครองเมืองจักรวาล เปาวนาสูรไปเป็นอำมาตย์ใหญ่ของพิเภก และให้รางวัลอื่น ๆ แก่ไพร่พลลิงและพลมาร

ฝ่ายไวยวิกและนางพิรากวนที่ได้ครองเมืองบาดาลแทนไมยราพ ก็รำลึกถึงบุญคุณของหนุมานมาตลอด จึงคิดกลับมาเยี่ยมและมาเฝ้าพระรามด้วย ไวยวิกจึงได้ชวนมัจฉานุซึ่งเป็นอุปราชยกทัพมา พลวานรเมื่อเห็นกองทัพยกมา ท้าวชมพูที่กำลังยกทัพกลับมา ก็เข้าใจผิดคิดว่าไวยวิกเป็นกบถ จึงได้นำทัพเข้าต่อสู้

พระรามได้ยินเสียงการต่อสู้ดังกึกก้องจึงให้หนุมานไปดู เมื่อเห็นไวยวิกกับมัจฉานุก็จำได้ จึงเข้าขวางทัพ ไวยวิกและมัจฉานุเล่าเรื่องให้ฟัง จากนั้นจึงพากันเข้าไปเฝ้าพระราม พระรามจึงใช้พระขรรค์โมลีเพื่อตัดหางที่เป็นปลาของมัจฉานุ แล้วบอกว่าหากให้หนุมานไปครองเมืองมลิวันก็จะอยู่ไกลเกินไป จึงส่งให้มัจฉานุไปครองแทน และให้นางรัตนมาลีเป็นมเหสี ส่วนไวยวิกนั้นก็ส่งให้ไปครองเมืองบาดาลตามเดิม

 

ปีศาจนางอาดูล

วันหนึ่ง พระรามเกิดอยากเที่ยวป่าจึงได้ชวนพระลักษมณ์ไปด้วย ส่วนนางสีดาประทับอยู่ที่พระตำหนักเพราะตั้งครรภ์อยู่ นางสีดารู้สึกเร่าร้อนจึงได้ชวนนางกำนัลไปอาบน้ำที่ท่าหลวง ฝ่ายยักษ์อาดูล ที่เป็นญาติของทศกรรฐ์ รู้ว่าที่ยักษ์มากมายพากันล้มตายก็มีต้นเหตุมาจากนางสีดา ยักษ์จึงคิดแค้นนางสีดา และหาวิธีกลั่นแกล้งให้ต้องพลัดพรากจากพระราม

ยักษ์อาดูลได้ขึ้นมาจากใต้ดินเพื่อแปลงกายเป็นนางกำนัลรูปงาม และเข้ามาหานางสีดา นางสีดาไม่เกิดความสงสัยแม้แต่น้อย แล้วพานางอาดูลตามขึ้นพระตำหนัก

ยักษ์อาดูลถามนางสีดาถึงหน้าตาของทศกรรฐ์ นางสีดาก็เล่าให้ฟัง แต่นางอาดูลยังนึกไม่ออก จึงบอกให้วาดรูปให้ดู เป็นเวลาเดียวกับที่พระรามและพระลักษมณ์กลับมาจากป่าพอดี นางอาดูลจึงรีบหายตัวเข้าไปสิงรูป เมื่อนางสีดารู้ว่าพระรามกลับมาก็พยายามจะลบรูปแต่ลบไม่ออก จึงนำรูปไปซ่อนไว้ใต้ที่นอนของพระราม ทำให้พระรามร้อนรุ่มจนนอนไม่ได้ และโมโหเอากับนางสนมกำนัล

พระรามให้ฆ่านางสีดา
นางสีดาจึงให้นางข้าหลวงไปบอกพระลักษมณ์ พระลักษมณ์จึงไปค้นห้องดูและพบกับรูปทศกรรฐ์ ด้วยความกลัวว่านางกำนัลทั้งหลายจะเดือดร้อน นางสีดาจึงทูลความจริงแก่พระราม พระรามโกรธมาก และกล่าวหาว่านางสีดาแพศยา จึงมีรับสั่งให้นำไปฆ่า แต่พระลักษมณ์ก็ได้ลอบพานางออกไปจากเมืองในตอนค่ำ และใช้พระขรรค์ฆ่านาง แต่นางสีดาไม่ตาย พระลักษมณ์จึงให้พระนางหนีไป ส่วนตนจะรีบกลับเข้าเมืองก่อนเวลาเช้า

ฝ่ายพระอินทร์เมื่อเห็นเรื่องราวทั้งหมด จึงคิดหาทางช่วยนางสีดาและพระลักษมณ์ และได้บันดาลให้มีเนื้อทรายนอนตายอยู่ระหว่างทางที่พระลักษมณ์จะผ่านกลับเมือง พระลักษมณ์จึงควักเอาดวงใจเนื้อทรายไปถวายพระรามแล้วหลอกว่าเป็นดวงใจของนางสีดา

 

กำเนิดพระมงกุฎ พระลบ

นางสีดาเดินทางรอนแรมจนมาพบกับพระอินทร์ที่แปลงกายเป็นควายมาคอยรับ นางสีดาเล่าเหตุการณ์ให้ความยฟัง แล้วขอให้ ควายแปลงกายพาไปหาพระฤาษีเพื่อขอพึ่งพิง ควายจึงได้พานางไปพบกับฤาษีวัชมฤค ฤาษีอาสารับเลี้ยงนางไว้ โดยเนรมิตกุฏีให้หลังหนึ่ง

เวลาผ่านไปจนนางสีดาคลอดโอรส จึงฝากให้ฤาษีช่วยดูแล ส่วนตนจะไปอาบน้ำ แต่ระหว่างจะไปได้เห็นลิงแม่ลูก ก็รู้สึกคิดถึงโอรส จึงรีบกลับไปนำตัวโอรสมาโดยไม่ได้บอกฤาษีไว้ เมื่อฤาษีลืมตาไม่เห็นโอรสก็จะทำพิธีไฟชุบโอรสให้ใหม่ โดยวาดรูปกุมารในกระดานเพื่อทำพิธี และเมื่อเห็นนางสีดาพาโอรสกลับมา ก็มาลบรูปกุมารในกระดาน นางสีดาขอให้ชุบขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นเพื่อนเล่นแก่โอรส

นางสีดาตั้งชื่อพระโอรสว่า มงกุฎ ส่วนโอรสที่ชุบขึ้นมาให้ชื่อว่า ลบ ทั้งสองร่ำเรียนวิชากับฤาษีจนจบ และฤาษีได้มอบคันธนูและศรธนูที่ทำจากไม้ไผ่อ่อนมาเหลาให้องค์ละสามเล่ม ก่อนที่จะตั้งพิธีชุบศรให้ในเวลาต่อมา

 

เสี่ยงม้าอุปการ

วันหนึ่งพระมงกุฎกับพระลบลาฤาษีและพระมารดาไปเที่ยวป่า ทั้งคู่ชวนกันประลองศรจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วป่า เมื่อพระรามได้ยิน ก็รู้ว่าเป็นผู้มีบุญมาทดลองฤทธิ์ และโหรประจำราชสำนักได้ทูลให้ปล่อยม้าอุปการไปเสี่ยงทาย พร้อมให้หนุมานตามสะกดรอยไป หากใครคิดจับไปขี่ ย่อมแปลว่าคิดขบถ ให้หนุมานจับตัวมาถวาย พระรามจึงไปเชิญพระพรตและพระสัตรุตมา แล้วให้ตามม้าอุปการไปด้วย

ฝ่ายนางสีดาก็รู้สึกร้อนรุ่มใจ และคิดว่าอาจมีกษัตริย์ผู้มีฤทธิ์มาจับตัวโอรสไปได้ จึงสั่งห้ามไม่ให้ทั้งสองไปเที่ยวป่าอีก แต่โอรสทั้งสองก็ไม่เชื่อ และลาไปป่าอีก ขณะที่กำลังเที่ยวป่าอยู่ พระมงกุฎได้เห็นม้าอุปการหน้าดำตัวขาวตลอดหาง เท้ามีสีแดง ก็ชี้ชวนให้พระลบดูว่าเป็นม้าประหลาด ทั้งคู่ช่วยกันจับไว้ และได้พบสาสน์ที่แขวนคอม้าอยู่ เมื่ออ่านสาสน์ของพระรามเสร็จ ก็โมโหมากและจับม้าอุปการขี่

หนุมานที่สะกดรอยตามมา เห็นว่าสองกุมารนี้น่าจะเป็นลูกกษัตริย์เมืองใดเมืองหนึ่ง จึงแผลงฤทธิ์เข้าจับ หนุมานถูกพระมงกุฎตีด้วยศรจนสิ้นสติ แล้วสองกุมารก็ขี่ม้าเล่นต่อไป เมื่อหนุมานฟื้นขึ้นมาจึงคิดอุบาย โดยแปลงเป็นลิงป่าเข้าไปตีสนิท พอได้โอกาสก็เข้าจับตีด้วยศรจนล้มลง จากนั้น ทั้งสองโอรสก็เอาเถาวัลย์มัดหนุมานไว้ และเขียนคำสาปสักหน้าด้วยยางไม้ หนุมานแก้ไม่หลุด จึงเดินกลับไปหาทัพพระพรตและพระสัตรุต เพื่อเล่าเรื่องให้ฟัง

พระพรตเอาพระขรรค์ตัดเถาวัลย์อย่างไรก็ไม่ขาด เมื่อเห็นคำสาปบนหน้าผาก จึงพากันไปเฝ้าพระราม พระรามสามารถแก้มัดให้เถาวัลย์หลุดออก หนุมานจึงเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง พระรามโกรธมาก และสั่งให้หนุมานไปทูลพระพรตและพระสัตรุต เพื่อยกทัพไปจับตัวทั้งสองมาลงโทษให้ได้

พระมงกุฎถูกจับ
เมื่อทัพของพระพรต พระสัตรุต และหนุมานไปพบกับพระมงกุฎและพระลบ ทั้งสองจึงว่าม้านี้ไม่มีใครเลี้ยงดู หากจะจับขี่ก็ต้องรบกัน การต่อสู้จบลงที่พระมงกุฎต้องศรพระพรตจนสลบ ส่วนพระลบนั้นหนีไปได้ เมื่อพระรามเห็นพระมงกุฎแล้วรู้เรื่องราวทั้งหมดก็โกรธ จึงสั่งให้มัดตัวพระมงกุฎแล้วพาไปประจานทั่วเมือง รอไว้สามวันจะประหารชีวิต

ฝ่ายพระลบที่หนีไปได้ ก็รีบไปแจ้งข่าวแก่พระฤาษีและนางสีดา พระลบอาสาไปชิงตัวพระมงกุฎกลับมา นางสีดาได้มอบแหวนให้ และให้พระลบหาโอกาสมอบแหวนวงนี้ให้แก่พระมงกุฎ

พระลบตามมาจนถึงศรีอยุธยา และได้พักอยู่ใต้ต้นไทรใกล้ประตูเมือง โดยมีเทวดาและเสื้อเมืองช่วยบังกายไว้ไม่ให้ใครเห็น พระอินทร์ได้ให้เทวดาแปลงกายเป็นนางงามกระเดียดหม้อเข้ามาถามพระลบ พระลบจึงเล่าความเท็จให้ฟังว่า จะมาดูกุมารที่ถูกจับ แต่ประตูปิดจึงไม่ได้เห็น นางจึงบอกว่าพระลบมีหน้าเหมือนคนที่ถูกจับมาก หากมีใครมาเห็นเข้าจะเข้าใจผิดได้ แล้วบอกอีกว่าตนกำลังจะไปตักน้ำให้นักโทษ พระลบสบโอกาสจึงช่วยนางตักน้ำแล้วแอบใส่แหวนลงไว้ในหม้อ พร้อมกับอธิษฐานว่า ขอให้แหวนนี้ไปสวมอยู่ที่นิ้วพระมงกุฎ แล้วกลับมาหาพระลบให้ได้

นางแปลงนำหม้อน้ำไปให้พระมงกุฎที่ถูกจองจำ และอ้อนวอนแก่เพชฌฆาตว่าจะขอนำน้ำมาให้นักโทษ เมื่อได้รับอนุญาตก็นำน้ำไปให้ ด้วยคำที่พระลบอธิษฐานไว้ทำให้แหวนเข้าไปสวมอยู่ที่นิ้วนางขวาของพระมงกุฎ ความเจ็บปวดที่มีก็มลายหายไป และสามารถหลุดจากถูกมัด จากนั้นพระมงกุฎก็รีบหนีไปตามทางที่นางบอก จนไปพบเจอกับพระลบ

 

พระรามพบโอรส

เมื่อพระรามรู้ว่านักโทษหนีไป ก็ลงโทษโดยจับเพชฌฆาตทั้งสี่ขังไว้ แล้วยกทัพไปตามจับสองกุมาร พระรามเห็นว่าทั้งสองมีหน้าตาเหมือนกัน จึงอธิษฐานว่าหากกุมารนั้นมีเชื้อกษัตริย์ ขออย่าให้ศรนี้ฆ่าได้ และให้กลายเป็นอาหาร เมื่อแผลงไปโดนพระมงกุฎศรก็กลายเป็นอาหาร

พระรามเกิดความสงสัยจึงถามสองกุมารว่าเป็นใคร พระมงกุฎจึงตอบไปว่ามีแม่ชื่อนางสีดา และอาศัยอยู่กับฤาษีวัชมฤค พระรามสงสัยเรื่องการฆ่านางสีดา พระลักษมณ์จึงทูลความจริงไป พระรามรู้สึกสำนึกผิด จึงยกโทษให้พระมงกุฎกับพระลบ จากนั้นทั้งสองก็จูงมือวิ่งหนีไป

พระราม พระลักษมณ์ พระพรตและพระสัตรุต ได้ออกติดตามสองกุมารไป ฝ่ายพระมงกฎก็กลับไปเล่าเรื่องให้นางสีดาฟัง และบอกว่าทั้งหมดได้ตามมาถึงหน้าอาศรมนี้แล้ว นางสีดาไม่ยอมออกไปเจอพระราม แต่นิมนต์ให้ฤาษีช่วยไปเจรจากับพระราม

ฤาษีสงสารพระราม จึงกลับมาไกล่เกลี่ยให้นางสีดาใจอ่อน ให้พาพระรามมาพบ แต่นางสีดาก็ยังไม่ยอมกลับศรีอยุธยา พระรามจึงขอพระมงกุฎและพระลบไปอยู่กับตนที่อยุธยา เผื่อว่านางสีดาจะคิดถึงลูกจะได้ตามไป แต่นางสีดากลับยอมยกให้เอาโอรสไปโดยตนจะยังอยู่ที่นี่

ฝ่ายพระรามแม้จะได้อยู่กับโอรส ก็ยังมีความคิดถึงนางสีดามาก จึงสั่งให้พระมงกุฎและพระลบไปอ้อนวอนให้นางสีดากลับคืนศรีอยุธยา แต่นางสีดาก็ยังไม่ยอมกลับพร้อมกับบอกโอรสว่า ตนนั้นถูกพระรามตราหน้าว่าเป็นคนชั่ว และบอกกล่าวให้ประชาชนรู้ทั่วทั้งเมือง

พระรามแกล้งสวรรคต
พระรามจึงคิดอุบายลวงนางสีดาให้กลับมา โดยให้หนุมานเนรมิตพระเมรุพร้อมโกศแก้วบรรจุศพ แล้วให้หนุมานไปทูลนางสีดา ว่าพระรามสิ้นพระชนม์เสียแล้ว นางสีดาจึงตามหนุมานกลับเมืองโดยประทับบนฝ่ามือเหาะเข้าเมือง เมื่อไปถึง นางสีดาก็ตรงไปกราบโกศแก้วแล้วร้องไห้จนสลบไป พระรามที่แอบดูอยู่จึงเข้าไปอุ้มนางไว้ เมื่อนางสีดาฟื้นมาและรู้ว่าถูกหลอก นางสีดาจึงตั้งสัตย์อธิษฐาน ขอให้แม่พระธรณีเปิดช่องให้หนีทุกข์ไปยังเมืองพญานาค แผ่นดินจึงแยกออกพอที่นางจะกระโจนหนีหายไป

 

พระรามเดินดงครั้งที่สอง

พระรามทราบว่านางสีดาหนีตนไปอยู่เมืองบาดาล แคว้นท้าววิรุณนาคราช  ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร จึงแผลงศรไปหาพิเภกเพื่อขอคำปรึกษา พิเภกเหาะมาเฝ้าแล้วทูลว่า พระรามกำลังมีเคราะห์ ให้เดินป่าหนี่งปีจึงจะสิ้นเคราะห์ และนางสีดาก็จะกลับมาหาเอง พระรามได้ฟังจึงฝากราชกิจแก่พระพรตและพระสัตรุต แล้วจึงออกเดินป่าพร้อมพระลักษมณ์และหนุมาน

ฝ่ายยักษ์กุเวรผู้เป็นเจ้าเมืองกาลวุธ มีมเหสีชื่อเกศินี และมีโอรสชื่อตรีปักกัน ยักษตนนี้มีนิสัยหยาบช้า และชอบรุกรานผู้อื่น วันหนึ่งได้ออกเที่ยวป่า และพบกับพระรามพระลักษมณ์และหนุมาน จึงสั่งให้บริวารเข้าล้อมจับจนเกิดการต่อสู้กัน จนท้ายที่สุดตรีปักกันต้องศรขอพระลักษมณ์จนตาย เมื่อท้าวกุเวรรู้ข่าวก็โกรธมาก จึงยกทัพออกไปรบแต่ก็ต้องศรพระรามตายเช่นกัน

 

ศึกกุมภัณฑ์นุราช

ฝ่ายยักษ์กุมภัณฑ์นุราช ที่ต้องคำสาปพระอิศวรให้มาอยู่ถ้ำสุรกานต์ เมื่อออกมาจากถ้ำก็ได้พบกับพระราม พระลักษมณ์ และหนุมาน ก็คิดจะจับกิน หนุมานจึงเข้าต่อสู้

เมื่อกุมภัณฑ์นุราชรู้ว่าเป็นพระรามก็ตกใจมาก จึงกล่าวขอโทษหนุมาน หนุมานจึงพาไปพบพระราม พระรามก็ประทานอภัย และช่วยให้พ้นคำสาป ฝ่ายสุครีพที่รู้เรื่องราวของพระรามกับนางสีดา ก็พาองคตตามไปพบพระรามที่ในป่า นิลพัทและมัจฉานุก็ ขอติดตามไปด้วย

ศึกวายุภักษ์

ฝ่ายยักษ์วายุภักษ์ เจ้าเมืองวิเชียรที่เนินเขาจักรวาล ได้พาไพร่พลผ่านป่าที่พระรามประทับอยู่ เมื่อเห็นพระราม พระลักษมณ์ อยู่ท่ามกลางขุนกระบี่ก็อยากกิน จึงโฉบลงมาจับตัวสองพระองค์ขึ้นไป สุครีพและหนุมานตามไปชิงตัวคืน สุดท้ายวายุภักษ์ก็ถูกนิลพัทกับองคตตัดหัวขาด

 

ศึกท้าวอุณาราช

พระรามเดินป่าต่อไปจนถึงเมืองสิงขร ซึ่งเป็นสวนของยักษ์ที่ชื่อว่า ท้าวอุณาราช และมีนนทกาลเฝ้ารักษา เมื่อนนทกาลเห็นพระรามพระลักษมณ์และเหล่าลิง ก็สั่งให้ทหารจับตัวไปถวายท้าวอุณาราชเพื่อจับกิน แต่ก็กลับสู้พลลิงไม่ได้ จึงไปทูลท้าวอุณาราชให้จัดทัพออกมารบ นิลพัท อสุรผัด และมัจฉานุ อาสาออกรบแต่ไม่สามารถเอาชนะได้ สุดท้าย พระรามได้แผลงศรต้องอกท้าวอุณาราช แต่ท้าวอุณาราชก็ยังไม่ตาย และหนีไปซ่อนตัวที่สระน้ำกลางสวน

ฝ่ายฤาษีโคศภรับรู้ด้วยญาณ จึงรีบมาทูลพระรามว่า เดิมทีท้าวอุณาราชเป็นข้ารับใช้พระอิศวร แต่ต่อมาเกียจคร้านจึงถูกสาปให้มาเป็นยักษ์ และไม่มีอาวุธใดที่จะฆ่าได้ พระรามต้องไปถอนต้นกกแล้วแผลงไปที่ปักอกตรึงไว้กับหิน เพื่อให้ได้รับความทรมานแสนโกฎปี

พระรามจึงถอนต้นกกแล้วแผลงไปปักอกท้าวอุณาราชจนติดอยู่กับหิน แล้วสาปให้เกิดไก่แก้วกับนนทรี หากต้นกกเลื่อนหลุด ให้ไก่แก้วขัน แล้วให้นนทรีถือฆ้อนเหล็กคอยตอกลงไป จนกว่าจะครบแสนโกฎปี หลังจากที่ปราบอุณาราชแล้ว ก็ครบหนึ่งพันปีพอดี พระรามจึงได้เสด็จกลับศรีอยุธยา แล้วปูนบำเหน็จแก่ไพร่พล

พระอิศวรไกล่เกลี่ย
ฝ่ายพระอินทร์ได้ไปเข้าเฝ้าพระอิศวร เพื่อทูลขอให้ช่วยไกล่เกลี่ยความสัมพันธ์ของพระรามและนางสีดา พระอิศวรจึงได้ให้จิตตุราชนำรถแก้วแทรกแผ่นดินลงไปรับนางสีดามาเฝ้า เมื่อพระอิศวรฟังเรื่องราวจากนางสีดาแล้ว ก็ให้จิตตุบทนำพิชัยรถลงไปรับพระรามมาเฝ้าด้วย ก่อนจะตำหนิพระรามว่า ก่อนที่จะอวตารลงไปก็ได้ให้พรไปแล้วว่า หากใครรักนางสีดา ก็จะเข้าใกล้ไม่ได้ เพราะจะรุ่มร้อนเหมือนอยู่กลางไฟ และไม่ให้เกิดอันตรายใด ๆ แก่นางสีดา

พระรามยอมรับผิดต่อหน้าพระอิศวรและเหล่าเทวดา ทำให้นางสีดายอมคืนดีด้วย พระอิศวรจึงจัดให้มีพิธีอภิเษกระหว่างพระรามและนางสีดาอีกครั้งที่วิมานเขาไกรลาส

 

ศึกท้าวคนธรรพ์

ยักษ์นิสัยหยาบช้าที่ชื่อว่า ท้าวคนธรรพ์ ผู้ครองกรุงดิสศรีสิน มีเหสีชื่อนันทา และมีโอรสชื่อวิรุณพัท ผู้มีนิสัยหยาบช้าเหมือนบิดา วันหนึ่งท้าวคนธรรพ์พาวิรุณพัทไปท่องเที่ยวป่าเพื่อล่าสัตว์ต่าง ๆ และไปทำลายอาศรมฤาษีจนเดือดร้อนไปทั่ว

เมื่อมาถึงเขตเมืองไกยเกษ ก็เข้าโจมตี แล้วสั่งให้เสนาที่ชื่อนนทการ นำสาสน์ไปให้ท้าวไกยเกษ ให้ยอมมอบเมืองแก่ตน แต่ขณะนั้นพระพรตกับพระสัตรุตไม่อยู่ ท้าวไกยเกษจึงได้แต่จัดทัพป้องกันเมืองให้เข้มแข็ง แล้วให้เสนาถือสาสน์ไปทูลพระราม

ฝ่ายท้าวคนธรรพ์เห็นว่าท้าวไกยเกษไม่ยอมอ่อนน้อม จึงยกทัพเข้าตีเมือง ท้าวไกยเกษจึงหนีออกจากเมืองไป บรรดาเสนาของกรุงไกยเกษถ่วงเวลารอพระพรตและพระสัตรุตโดยคิดอุบายหานางกำนัลสวย ๆ ไปบำเรอท้าวคนธรรพ์

ฝ่ายเพระรามเมื่อรู้ข่าว ก็สั่งให้พระมงกุฎและพระลบยกทัพไปรบ แล้วให้หนุมานไปเกณฑ์ไพร่พลของเมืองขีดขินและเมืองชมพูมาด้วย เมื่อทัพเดินทางมาถึงเมืองไกยเกษ พระพรตก็สั่งให้ชามพูวราชถือสาสน์ไปให้ท้าวคนธรรพ์เพื่อให้ออกมาเฝ้า ท้าวคนธรรพ์ไม่ยอม จึงยกทัพออกมารบพร้อมกับวิรุณพัทโอรส สุดท้าย วิรุณพัทต้องศรของพระลบจนตาย ส่วนท้าวคนธรรพ์ก็ต้องศรของพระมงกุฎตายเช่นกัน

ฝ่ายพระพรตนั้น เมื่อเสร็จศึกก็คิดถึงเหล่านางสนมกำนัล จึงยกทัพออกติดตาม ฝ่ายท้าวไกยเกษที่ได้หนีไปอาศัยอยู่กับฤาษีโควินท์ เมื่อได้ยินเสียงกองทัพยกมา และเห็นว่าเป็นพระพรตกับพระสัตรุตก็สบายใจ พระพรตกับพระสัตรุตจึงได้เชิญท้าวไกยเกษกลับเข้าปกครองเมือง ส่วนพระมงกุฎและพระลบก็ลากลับศรีอยุธยา

 

โฆษณา



This entry was posted on วันอาทิตย์, สิงหาคม 28th, 2011 at 3:32 pm and is filed under วรรณคดีไทย. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.