นางสิบสอง และพระรถ-เมรี

กาลครั้งหนึ่ง มีเศรษฐีคนหนึ่งนามว่า “นนท์” เศรษฐีรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนไม่มีลูกเสียที จึงได้ลองทำบุญเพื่ออธิษฐานขอลูก คิดได้ดังนั้น ก็หากล้วยสิบสองผลทูลศีรษะไปวัดถวายแก่พระ และตั้งจิตอธิษฐานขอให้ลูกมาเกิด ต่อนั้นไม่นาน ภริยาเศรษฐีก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวออกมาถึงสิบสองคน และเลี้ยงดูลูกจนเติบใหญ่ แต่เนื่องจากมีลูกมาก ทรัพย์สินที่เคยมีก็ร่อยหรอลงไปทุกทีๆ จนสิ้นเนื้อประดาตัวในที่สุด

นนท์จึงคิดว่าที่ตนยากจนลงนี้ ก็เพราะต้องเลี้ยงดูลูกหญิงทั้งสิบสองคน นนท์จึงตัดสินใจเอาลูกหญิงทั้งสิบสองคนนั้นใส่เกวียนพาไปปล่อยเสียในป่า แล้วจึงรีบขับเกวียนหนีกลับโดยไม่ให้ลูกๆรู้ตัว

เมื่อนางทั้งสิบสองถูกปล่อยไว้ในป่า ก็ต่างพากันเที่ยวตามหาบิดา จนไปถึงสวนของ นางยักษ์ชื่อว่า สนธมาร ครั้นนางยักษ์ได้เห็นนางสิบสองเดินหลงมา ก็มีจิตรักใคร่จึงเก็บมาเลี้ยงไว้เป็นเหมือนน้องสาวของตน

วันหนึ่ง พี่สาวใหญ่ได้เห็นนางยักษ์กินเนื้อคน จึงรีบไปบอกแก่น้องๆว่าพวกเรากำลังอยู่กับยักษ์ เมื่อน้องสาวได้ฟังดังนั้นก็ตกในกลัว นางทั้งสิบสองจึงตัดสินใจพากันลอบหนีออกไป

เมื่อนางยักษ์กลับมาไม่เห็นนางสิบสอง ก็ออกตามหาตัว นางสิบสองเห็นว่ายักษ์กำลังตามมา ก็นึกกลัวและได้เข้าไปขอความช่วยเหลือจากช้าง ช้างใจดีจึงได้หาที่ซ่อนให้

เมื่อนางสิบสองเห็นว่านางยักษ์ไปพ้นทางแล้ว จึงพากันออกจากที่ซ่อน แล้วหลบหนีต่อไป แต่ไม้ช้านางยักษ์ก็ตามกลิ่นกลับมาเจอนางสิบสองอีกครั้ง คราวนี้นางสิบสองจึงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากม้า ม้าใจดีก็หาที่ซ่อนให้แก่นางทั้งสิบสองคนจนรอดพ้นจากการตามหาตัวของนางยักษ์อีกครั้ง

ฝ่ายนางสิบสองเมื่อเห็นว่านางยักษ์ไปพ้นทางแล้ว จึงพากันออกจากที่ซ่อน แล้วหลบหนีต่อไป แต่ไม้ช้านางยักษ์ก็ตามกลิ่นกลับมาเจอนางสิบสองอีกครั้ง คราวนี้นางสิบสองจึงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากโค โคใจดีก็หาที่ซ่อนให้แก่นางทั้งสิบสองคนจนรอดพ้นจากการตามหาตัวของนางยักษ์เป็นครั้งที่ 3

หลังจากนั้น นางสิบสองก็เที่ยวหาที่ซ่อนไปเรื่อยๆ จนในที่สุดก็มาถึงเมืองกุตารนคร นางสิบสองจึงพากันไปนั่งพักที่ต้นไทรใหญ่ริมสระใกล้กับพระนคร

ครั้งนั้น เจ้าเมืองกุตารนครทรงพระนามว่า พระเจ้ารถสิทธ์ พระองค์ได้ประทานหม้อน้ำทองแก่นางค่อมทาสีคนหนึ่งไว้ใช้สำหรับตักน้ำ ครั้นเมื่อนางค่อมถือหม้อน้ำทองไปยังสระ รัศมีของนางสิบสองซึ่งนั่งอยู่บนต้นไทรนั้นก็ฉายส่องสว่างลงมาถูกตัวนางค่อมจนแลดูงามดั่งแสงทอง นางค่อมจึงสำคัญตัวผิด คิดว่าตนมีบุญและไม่สมควรจะเป็นหญิงตักน้ำ ด้วยเหตุนี้ทำให้นางทุบหม้อน้ำทองทิ้ง แต่ก็รู้สึกสำนึกผิดเมื่อหม้อน้ำนั้นแตกไป จึงได้กลับมากราบทูลพระเจ้ารถสิทธิ์ พระเจ้ารถสิทธ์จึงประทานหม้อน้ำเงินอันใหม่ให้นาง

เมื่อนางค่อมเดินทางกลับมายังสระเดิม ก็เห็นตัวนางงดงามเหมือนคราวก่อนอีก จึงบันดาลโทสะทุบหม้อน้ำเงินนั้นทิ้ง แล้วกลับมากราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์เพื่อขอหม้อน้ำอันใหม่ พระเจ้ารถสิทธ์ก็ประทานหม้อน้ำที่ทำด้วยหนังให้แก่นาง

นางค่อมเดินทางไปยังสระอีกครั้ง แต่คราวนี้นางทุบหม้อเท่าไรก็ไม่แตก เพราะหม้อนั้นทำจากหนัง ส่วนนางสิบสองที่แอบดูเหตุการณ์อยู่ก็พากันหัวเราะในท่าทางของนางค่อม เมื่อนางค่อมได้ยินเสียงหัวเราะ จึงเงยหน้าขึ้นไปดูด้วยความประหลาดใจ เมื่อเห็นว่านางสิบสองมีรัศมีงดงาม จึงรีบนำความกลับมากราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์

พระเจ้ารถสิทธ์จึงเสด็จออกจากพระนครพร้อมด้วยราชบริพารเพื่อมาพบนางสิบสอง ครั้นเมื่อทอดพระเนตรเห็นนางสิบสองมีรูปโฉมงดงาม ก็ตรัสเรียกนางสิบสองให้ลงมาจากต้นไทร และทรงซักถามถึงที่มาที่ไป ก่อนจะรับให้เข้ามาอยู่ในวัง และจัดงานอภิเษกสมรสอย่างใหญ่โต นางสิบสองจึงได้เป็นมเหสีที่โปรดปรานของพระเจ้ารถสิทธ์ตั้งแต่นั้นมา

เมื่อนางยักษ์สนธมารทราบว่านางสิบสองหนีไปเป็นมเหสีของพระเจ้ารถสิทธ์ ก็เกิดความเคืองแค้นเป็นอย่างยิ่ง นางยักษ์จึงรีบเดินทางไปยังเมืองกุตารนครในทันที ครั้นเมื่อถึงต้นไทร ใหญ่ริมสระ นางยักษ์จึงแปลงกายเป็นหญิงมนุษย์ที่มีรูปโฉมงดงาม แล้วก็ขึ้นไปนั่งบนต้นไทร เมื่อนางค่อมมาเห็นเข้าจึงนำเรื่องไปกราบทูลพระเจ้ารถสิทธ์ว่า มีนางเทพธิดามาสถิตอยู่บนต้นไทรอีกแล้ว พระเจ้ารถสิทธ์จึงรีบเสด็จไปพร้อมด้วยราชบริพารเพื่อไปหาสาวงามผู้นี้

ครั้นเมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นนาง ก็มีพระทัยยินดีและตรัสถามถึงเรื่องราวของนาง  ฝ่ายนางสนธมารก็แกล้งทูลโกหกว่าเป็นหญิงถิ่นและยังไม่มีสามี เมื่อพระองค์ได้ทรงฟังเช่นนั้น ก็รับสั่งให้เจ้าพนักงานจัดวอทองออกมารับนางเข้าไปยังพระราชวัง  และจัดงานอภิเษกให้นางเป็นอัครมเหสีที่ทรงโปรดปรานมากกว่านางสิบสอง

เมื่อเข้ามาในวัง นางสนธมารก็แกล้งทำเป็นป่วยไข้ จนพระเจ้ารถสิทธ์ ต้องรีบเสด็จไปตรัสถามอาการ เมื่อพระเจ้ารถสิทธ์ทราบว่านางเป็นไข้ ก็ตรัสสั่งให้หมอมาตรวจอาการและรักษาให้หายให้จงได้ แต่ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีไหน ก็ไม่อาจรักษาโรคของนางให้หายได้  นางสนธมารจึงทูลบอกพระสามีว่า ให้นำดวงตาของนางสิบสองมาทำเป็นยา จึงจะทำให้หายขาดได้ ด้วยความหลงจึงทำให้พระเจ้ารถสิทธ์ยอมทำตามที่นางยักษ์บอก และได้ควักลูกตาของนางสิบสองออกมา เว้นไว้แต่นางสุดท้องที่ควักดวงตามาเพียงข้างเดียว เมื่อได้ดวงตาของนางสิบสองแล้ว นางสนธมารจึงทำทีว่าหายประชวร ทำให้พระเจ้ารถสิทธ์ทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง

เมื่อพระเจ้ารถสิทธ์เห็นนางสิบสองตาบอด จึงรับสั่งให้อำมาตย์พาไปขังไว้ในอุโมงค์ปิดตาย ระหว่างที่ถูกคุมขังนางสิบสองก็ให้กำเนิดลูกน้อยออกมาทุกนาง แต่ด้วยความอดอยาก จึงทำให้นางทั้งหลายต้องฉีกเนื้อบุตรของตนมากินเพื่อประทังชีวิต เว้นเสียแต่นางน้องสุดท้องที่ตาบอดเพียงข้างเดียวที่ไม่ยอมฆ่าลูกของตน แต่สู้อดทนและเลี้ยงบุตรจนเติบใหญ่ พร้อมตั้งชื่อให้ว่า “รถเสน” หรือ “พระรถ”

ครั้นพระรถเสนเจริญวัยขึ้นก็ถามมารดาว่าพวกเรากำลังอยู่ที่ไหน  มารดาจึงตอบกลับไปว่าเป็น อุโมงค์ที่บิดาของเจ้าสั่งให้ขุดเพื่อคุมขังพวกเราไว้ เมื่อพระรถเสนได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกสงสารและคิดว่าจะต้องหาทางออกจากที่นี่ให้จงได้

พระรถเสนพยายามหาหนทางเพื่อเล็ดลอดออกจากประตูอุโมงค์ จนในที่สุดก็ออกมาได้ พระรถเสนเตร็ดเตร่ไปเที่ยวเล่นในที่ต่างๆ จนไปพบศาลแห่งหนึ่งที่มีเด็กเลี้ยงโคนั่งรวมอยู่เป็นกลุ่ม เด็กเลี้ยงโคชักชวนพระรถเสนให้ไปเที่ยวเล่นด้วยกันแล้วพาไปเที่ยวสังเวียนชนไก่  พระรถเสนเอ่ยปากท้าเด็กเลี้ยงโคว่า หากตนแพ้จะให้ทองและแก้วแหวนเครื่องประดับเป็นรางวัล แต่หากตนชนะจะขอเพียงข้าวห่อสิบสองห่อเท่านั้น เมื่อได้ฟังดังนั้น พวกเด็กเลี้ยงโคจึงตกลงรับคำท้า

ในที่สุด พระรถเสนก็ได้รับชัยชนะ และรีบนำข้าวห่อสิบสองห่อกลับไปให้แม่และป้าๆของตนที่อยู่ในอุโมงค์ ตั้งแต่นั้นมาพระรถเสนก็ออกไปเที่ยวเล่นต่อรองกับคนทั้งหลาย เพื่อแลกกับห่อข้าวมาเลี้ยงมารดาและป้าทั้งสิบเอ็ดคนในทุกๆ วัน

ต่อมาวันหนึ่ง พระรถเสนก็เกิดความคิดว่า ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นหน้าบิดาของตนเลย จึงลองไปถามมารดาว่า บิดาของตนคือใคร มารดาจึงตอบไปว่า บิดาของเจ้ามีนามว่าพระรถสิทธราช เป็นผู้ครองเมืองกุตารนครแห่งนี้  เมื่อพระรถเสนได้ฟังก็ดีใจ และมิได้ทะนงตนว่าตนเป็นลูกท้าวพญา แต่ก็ยังคงทำหน้าที่หาข้าวมาให้มารดาและป้าด้วยวิธีต่อรองดังเดิม

ชื่อเสียงของพระรถเสนดังไกลไปทั่วทั้งเมือง เมื่อความทราบถึงพระกรรณของพระจ้ารถสิทธ์ผู้เป็นพระราชบิดา พระองค์จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปนำตัวพระรถเสนมาเฝ้า พวกอำมาตย์จึงรีบนำตัวพระรถเสนมาเข้าเฝ้าพระเจ้ารถสิทธิ์

เมื่อพระเจ้ารถสิทธิ์ทอดพระเนตรเห็นพระรถเสนกุมาร จึงตรัสสั่งให้มาแข่งสกาด้วยกัน พระรถเสนกราบทูลบิดาเหมือนอย่างที่เคยท้าแข่งกับใครๆว่า หากข้าพระบาทแพ้พระองค์จะยอมถวายตัวเป็นข้ารับใช้ แต่ถ้าพระองค์แพ้ข้าพระบาทแล้ว ข้าพระบาทขอพระราชทานเพียงข้าวห่อสิบสองห่อเท่านั้น เมื่อได้ฟังดังนั้น พระเจ้ารถสิทธ์ก็ทรงยอมรับคำท้าตามสัญญา

พระเจ้ารถสิทธ์ทรงแพ้การแข่งขันทั้งสองครั้ง จึงได้พระราชทานข้าวห่อแก่พระรถเสนตามสัญญา ฝ่ายรถเสนกุมารเมื่อได้รับข้าวห่อมา ก็ถวายบังคมลาพระเจ้ารถสิทธ์ก่อนกลับไปหามารดายังอุโมงค์ เพื่อเอาข้าวห่อไปให้มารดาดังเดิม อีกทั้งยังบอกกับมารดาว่าตนไปเล่นสกากับพระเจ้าแผ่นดินจนได้ชัยชนะกลับมา และได้ข้าวห่อมาเลี้ยงมารดาและป้าๆอีกครั้ง ฝ่ายมารดาก็รับเอาข้าวห่อไปด้วยความยินดี และให้ศีลให้พรลูกด้วยประการต่างๆ

ครั้นรุ่งขึ้นพระเจ้ารถสิทธ์จึงรับสั่งให้อำมาตย์ไปพาตัวพระรถเสนกุมารมาเข้าเฝ้าเพื่อถามว่าเป็นใคร พระรถเสนจึงตอบชื่อ และเล่าให้ฟังว่าอยู่กับแม่และป้าอีกสิบเอ็ดคน ซึ่งเป็นมเหสีของพระเจ้ารถสิทธ์ เมื่อพระเจ้ารถสิทธ์ได้ทรงฟังดังนั้น ก็สะดุ้งพระองค์ และตรัสเรียกให้เข้ามานั่งใกล้ ทรงสวมกอดและจุมพิตพระโอรส แล้วตรัสว่าพ่อคือบิดาของเจ้า

เมื่อนางยักษ์สนธมารรู้เข้า ก็เกิดความหวาดกลัวว่าไม่ช้าพระสามีคงจะรู้ถึงความชั่วร้ายของตน นางจึงร้อนใจยิ่งนัก และแสร้งทำอุบายเป็นไข้อีก

เมื่อพระเจ้ารถสิทธิ์ทรงทราบ จึงตรัสให้อำมาตย์ไปตามหมอรักษานาง แต่หมอก็ไม่อาจประกอบโอสถถวายให้โรคของนางทุเลาลงได้ พระเจ้ารถสิทธ์ทรงพระวิตกเป็นอย่างมาก จึงรับสั่งให้เปลี่ยนหมอใหม่ แต่โรคของนางยักษ์ก็ยังไม่หายเสียที นางยักษ์แสร้งทำเป็นไม่ยอมบริโภคอาหาร ซึ่งสร้างความกังวลให้แก่พระเจ้ารถสิทธ์มากขึ้นไปอีก และพลอยไม่ยอมเสวยอาหารตามไปด้วย

นางยักษ์สนธมารกราบทูลว่า ยาที่จะรักษาโรคหม่อมฉันให้หายขาดได้มีอยู่ที่เมืองคชปุรนคร เมื่อพระรถสิทธ์ได้ทรงฟังดังนั้นก็ดีพระทัย และตรัสให้อำมาตย์นำกลองมาตีประกาศ เพื่อให้ชาวพระนครมาประชุมกันหน้าพระลาน

พระรถสิทธ์นำความไปประกาศในที่ประชุมว่า หากใครสามารถไปเอายาที่เมืองคชปุรนครมาได้ ตนจะให้รางวัลจนเป็นที่พอใจ อีกทั้งจะแต่งตั้งให้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่อีกด้วย แต่ก็หามีคนรับอาสาไม่ เนื่องจากเมืองคชปุรนครนั้นขึ้นชื่อว่าไกลแสนไกลนัก  พระเจ้ารถสิทธ์ได้ฟังดังนั้นก็เสียพระทัย จึงเสด็จกลับเข้าไปยังห้องนางสนธมารเพื่อตรัสเล่าเรื่องให้ฟังทุกประการ

นางสนธมารจึงกราบทูลให้พระองค์ทรงสั่งให้พระรถเสนกุมารเป็นผู้เดินทางไปตามหายาวิเศษ ซึ่งพระรถสิทธ์ก็เห็นชอบ และรับสั่งให้พระรถเสนกุมารเข้ามาเฝ้า พร้อมทรงชี้แจงเรื่องราวให้ทราบ พระรถเสนยินดีจะรับอาสา แต่ก็ยังเป็นห่วงมารดาและป้าที่จะไม่มีใครดูแล พระเจ้ารถสิทธ์จึงตรัสว่าไม่ต้องเป็นห่วง พ่อจะจัดให้คนดูแลแม่และป้าของเจ้าเอง

ได้ฟังดังนั้น พระรถเสนกุมารก็มีความยินดีที่จะรับอาสา พระเจ้ารถสิทธ์ได้มอบม้าไว้ให้เพื่อเป็นพาหนะในการเดินทาง และตั้งชื่อม้าว่า “พาชี” ซึ่งม้าพาชีเป็นม้าที่ขับขี่ได้รวดเร็วดุจเหาะมาในอากาศ

พระรถเสนไปเข้าเฝ้านางสนธมาร เพื่อฟังคำสั่งว่านางจะให้ไปเอายาขนานไหน เมื่อนางสนธมารได้เห็นพระรถเสนกุมารจึงแสร้งพูดดีและบอกชื่อยาให้ อีกทั้งยังกำชับอีกว่า ก่อนจะลาบิดามารดาให้มาหาแม่ก่อน แม่จะเขียนหนังสือให้ถือเข้าไปในเมืองยักษ์ได้ เมื่อยักษ์เห็นหนังสือ มันก็จะช่วยหายาให้เจ้าตามประสงค์

พระรถเสนกุมารรับคำนางสนธมาร ก่อนจะกลับมาลามารดาพร้อมเล่าความให้ทราบทุกประการ มารดาและป้าทั้งหลายต่างพากันร้องให้ด้วยความห่วงใย และบ่นรำพันไปต่างๆ นานา เมื่อพระรถเสนกุมารออกจากอุโมงค์ไป แล้ว ก็ขึ้นเฝ้าพระราชบิดาเพื่อทูลลา ก่อนจะเดินทางไปหานางสนธมารตามที่นางสั่งไว้

นางสนธมารเขียนหนังสือยื่นให้ พระรถเสนกุมารรับเอามาผูกไว้ที่คอม้าแล้วก็ขึ้นขี่ไปโดยเร็ว ระหว่างทางได้ไปจนถึงอาศรมพระฤาษี ด้วยความเหนื่อยจึงเข้าไปนั่งพักเอนกายในนั้น  และมิช้าก็เลยหลับไป ฝ่ายพระฤาษีเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าม้า ก็นึกสงสัยและออกมาจากอาศรมเพื่อเดินตรวจดู ครั้นแลไปเห็นม้าก็ประหลาดใจ จึงเดินเข้าไปลูบและพบกับหนังสือที่ผูกคอม้านั้นอยู่ เมื่อหยิบมาอ่านจึงได้ทราบความว่า เจ้าของม้ากำลังจะมีภัย เพราะในหนังสือกล่าวไว้ว่า

 

“เจ้าเมรีลูกรักของแม่ แม่ได้ส่งลาภมาให้เจ้าคือรถเสนกุมารผู้ถือหนังสือนี้

ถ้ามาถึงกลางวันก็จงกินกลางวัน  ถ้าถึงกลางคืนก็จงกินกลางคืนเถิด”

เมื่อพระฤาษีทราบเรื่องก็คิดจะช่วยโดยการแปลงหนังสือเสียใหม่ว่า

“เจ้าเมรีลูกรักของแม่ แม่ได้ส่งลาภมาให้เจ้า คือรถเสนกุมารผู้ถือสารหนังสือนี้

ถ้ามาถึงกลางวันเจ้าจงรับกลางวัน ถ้าถึงกลางคืนให้รับกลางคืน เจ้าจงถนอมเจ้ารถเสน

กุมารนี้อย่างผัวที่รักของเจ้าเถิด”

เมื่อพระฤาษี แปลงหนังสือนั้นเสร็จแล้ว ก็เอาผูกคอม้าไว้ดังเดิม แล้วก็เดินเข้าไปปลุกพระรถเสนกุมารให้ตื่นขึ้น พระฤาษีถามถึงชื่อและถามว่าพระรถเสนกำลังจะไปไหน พระรถเสนจึงได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้พระฤาษีฟังว่า ตนชื่อ รถเสนมาแต่เมืองกุตารนคร มีมารดาและป้ารวมสิบสองคน และกำลังจะไปเมืองคชปุรนครเพื่อทำธุระให้แก่บิดาที่มีชื่อว่า ”พระเจ้ารถสิทธ์” ผู้เป็นเจ้าเมืองกุตารนคร เมื่อพระฤาษีได้ฟังดังนั้น ก็ประสาทพรว่า “เจ้าจงไปดีมาดีเถิด”

พระรถเสนกล่าวลาพระฤาษี แล้วขึ้นขี่ม้าต่อไปจนถึงแดนเมืองยักษ์  ฝ่ายพวกพลยักษ์ทั้งหลายที่เที่ยวตรวจตราอยู่ เมื่อเห็นพระรถเสนกุมารขี่ม้ามาต่างก็ดีใจ และพากันวิ่งไปเพื่อหวังจะจับกิน พาชีเห็นดังนั้นก็แผดเสียงดังสนั่นจนพวกพลยักษ์ตกตะลึง พระรถเสนกุมารจึงแก้หนังสือที่ผูกคอแล้วขว้างไปที่พวกเสนายักษ์ เหล่ายักษ์จึงเชิญพระรถเสนให้เข้าเมือง แล้วไปแจ้งให้นางเมรีทราบ

นางเมรีได้ทราบดังนั้น ก็มีความดีใจยิ่งนัก จึงรีบออกมาต้อนรับโดยเร็ว ครั้นนางได้เห็นพระรถเสนกุมาร ก็เกิดความรักใคร่ และเชิญให้เสด็จไปพักบนปราสาท พร้อมจัดอาหารและผลไม้มาให้เสวย โดยมีเหล่านางยักษ์บริวารคอยห้อมล้อม นางสั่งให้จัดการอภิเษกพระรถเสนกุมารให้เป็นพระเจ้าแผ่นดิน และอภิเษกนางเป็นมเหสี เพื่อครอบครองราชสมบัติในคชปุระนครโดยความผาสุกสำราญ

เวลาล่วงไปเจ็ดเดือน พาชีเห็นว่าช้านานมากแล้ว จึงกราบทูลเตือนพระรถเสนว่าให้เสด็จกลับไปหามารดา แต่พระรถเสนก็ปฏิเสธว่ายังไม่สามารถกลับได้ พาชีได้ฟังดังนั้นก็นึกโกรธอยู่ในใจ แต่ไม่รู้ที่จะทำอย่างไรได้ และกล่าวกับพระรถเสนว่า หากพระองค์จะอยู่ต่อ ข้าพระองค์จะขอลากลับไปยังกุตารนครแต่ผู้เดียว

เมื่อพระรถเสนได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกเศร้าพระทัยมาก และคิดจะกลับพระนครด้วยเพราะคิดถึงพระมารดา  ครั้นรุ่งเช้าพระองค์ก็แสร้งทำเป็นประชวร ไม่เสด็จออกจากที่พักไปพบเจอเหล่าขุนนาง  เสนาบดีและอำมาตย์ทั้งหลายที่คอยเฝ้าอยู่ที่ท้องพระโรง ฝ่ายนางเมรีพร้อมด้วยนางสนมทั้งหลายก็ต่างทุกข์ร้อนใจ และคอยเฝ้าพยาบาลพระรถเสนอยู่ในปราสาท ซึ่งแม้ว่าแพทย์จะถวายพระโอสถต่างๆ นานา พระองค์ก็ยังคงบรรทมซึมเซาอยู่บนพระแท่นเช่นเดิม

ในที่สุดนางเมรีจึงกราบทูลให้พระรถเสนลองเสด็จประพาสสวนอุทยานเสียบาง จะได้มีพระสำราญขึ้น พระรถเสนได้ทรงฟังดังนั้นก็ทรงยินดี รับสั่งให้พวกอำมาตย์จัดวอพระที่นั่งสำหรับเสด็จประพาสสวนอุทยาน ครั้นถึงสวนอุทยานแล้วก็ทรงดำเนินชมนกชมไม้ จนเป็นที่เบิกบานพระหฤทัยยิ่งนัก

เมื่อได้เวลาอันสมควร ก็ตรัสชวนนางเมรีและนางสนมทั้งหลายกลับพระนครเพื่อขึ้นประทับบนปราสาท ครั้นถึงเวลาค่ำพระองค์ก็มีรับสั่งให้นางเมรีนำดนตรีมาประโคม และฟ้อนรำขับร้องถวายแล้ว พระองค์ก็เสวยพระกระยาหารพร้อมด้วยนางเมรี  โปรดให้นางเมรีดื่มสุรา ส่วนพระองค์ทรงแสร้งทำเป็นว่าเสวยสุรากับนาง แต่แท้ที่จริงหาได้เสวยไม่ เวลาผ่านไปจนนางเมรีเมามายด้วยฤทธิ์สุราจนไม่ได้สติ

พระรถเสนทรงจูงนางเมรีเที่ยวทอดพระเนตรดูสิ่งของต่างๆ ในปราสาทนั้น และทรงพบกับห่อของห่อ นางเมรีทูลตอบออกมาอย่างไร้สติว่าเป็นห่อลูกตาของนางสิบสอง ทั้งยังอธิบายสรรพคุณของยาห่อนั้นๆ ว่าเป็นยาทิพย์สำหรับรักษาตา ปลูกภูเขา บังเกิดลม บังดาลฝน  หรือสร้างไฟได้ เมื่อพระรถเสนได้ทรงดังนั้นก็ทรงยินดียิ่งนัก พลางดำริคิดจะขโมยกลับไป พอนางเมรีหลับแล้ว พระองค์ก็หยิบเอาห่อลูกตาและห่อยาเหล่านั้นขึ้นม้ารีบหนีไปในเวลากลางคืน

พอรุ่งเช้า นางเมรีตื่นขึ้นมาไม่พบพระรถเสน ก็ตกใจและเที่ยวค้นหาจนทั่วปราสาท แต่ก็ยังไม่พบ จึงรู้ตัวว่าพระองค์คงหนีนางไป นางเมรีจึงทรงสั่งให้เกณฑ์รี้พลรีบยกออกติดตามพระสามีไป ในมิช้านางก็ตามไปทัน พระรถเสนเห็นนางตามมาใกล้จึงหยิบเอายาห่อหนึ่งโปรยลงจนก็บังเกิดเป็นภูเขาขวางหน้ากองทัพไว้ นางเห็นดังนั้นก็หยุดะงัก แล้วยกพลพยายามตามต่ออีก พระรถเสนก็หยิบเอายาห่ออื่นๆ โปรยลงไปทีละห่อๆ จนบังเกิดเป็นเครื่องกีดกั้นต่างๆ ตามที่นางบอกไว้

จนถึงห่อยาที่สุดก็เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่ นางเมรีก็อุตสาห์พยายามติดตามไปจนถึงแม่น้ำใหญ่นั้น นางเมรีหยุดตามและตะโกนข้ามแม่น้ำไปบอกพระรถเสนว่า เสียแรงที่หม่อมฉันสวามิภักดิ์รักใคร่พระองค์เป็นหนักหนา ทำไมพระองค์ช่างไม่ทรงกรุณาหม่อมฉันบ้างเลย ถ้าหม่อมฉันไม่ได้ไปกับพระองค์แล้วจะขอตายอยู่ที่นี่ แต่พระรถเสนก็ไม่ได้ตอบกลับไป นางเมรีจึงยกหัตถ์ขึ้นตั้งสัจอธิษฐานว่าจะขอเกิดมาอยู่ร่วมกับพระรถเสนอีกทุกชาติไป ด้วยความสงสาร พระรถเสนจึงตรัวกลับไปว่า นางเมรีนั้นมีคุณแก่พี่มากมายเหลือ แต่การที่พี่เป็นจำเป็นจะต้องไปเพื่อกลับไปสนองคุณพระบิดามารดาผู้บังเกิดเกล้าของพี่เสียก่อน และหวังว่าภายหน้าเราคงจะได้อยู่เป็นคู่ครองกันต่อไป จากนั้นก็ทรงรีบเสด็จกลับเมืองกุตารนคร เมื่อนางเมรีเห็นพระรถเสนเสร็จกลับไปแล้ว ก็ได้แต่เสียพระทัยจนสิ้นชีพอยู่ที่ฝังแม่น้ำนั้นเอง

ฝ่ายนางยักษ์สนธมารเมื่อได้แลเห็นพระรถเสนกลับมา ก็มีความเสียใจเป็นกำลัง จนใจนางแตกออกเป็นเจ็ดภาค และสิ้นชีวิตอยู่บนปราสาทของนางนั้นเอง ฝ่ายพระรถเสนจึงรีบเข้าไปหาพระมารดาและป้าในอุโมงค์ พร้อมเอาลูกตาและยาใส่ตามารดาและป้าทั้งสิบเอ็ดคนนั้น จนตาของมารดาและป้าทั้งหลายก็กลับคืนมาเป็นปกติดังเดิม

พระรถเสนพามารดาและป้าทั้งหลายนั้นขึ้นเฝ้าพระราชบิดา เมื่อพระรถสิทธ์ได้เห็นพระรถเสนกลับมาพร้อมมารดาและป้าทั้งหลาย ก็ทรงประหลาดพระทัยยิ่งนัก  ครั้นเมื่อได้ทรงฟังพระรถเสนทูลเรื่องนางยักษ์สนธมารซึ่งจำแลงมาเป็นหญิงมนุษย์ และทำอุบายควักลูกตามเหสีของพระองค์ ตลอดจนเรื่องที่พระรถเสนไปได้ลูกตาคืนมาจากเมืองยักษ์ จนถี่ถ้วนทุกประการแล้ว พระองค์ก็ทรงสงสารพระมเหสีเป็นกำลัง ทรงพระกันแสงพลางตรัสขอโทษพระมเหสีสิบสององค์ และทรงกริ้วนางสนธมารเป็นยิ่งนัก แต่ก็มาทราบภายหลังว่านางสนธมารตายเสียแล้ว

พระรถสิทธ์จึงแต่งตั้งให้นางสิบสองนั้นเป็นมเหสีของพระองค์ดังเดิม พร้อมมีรับสั่งให้จัดการอภิเษกพระรถเสนขึ้นเป็นกษัตริย์เพื่อครอบครอบราชสมบัติแทนพระองค์สืบไป ฝ่ายพระรถเสนเมื่อได้ทรงราชย์แล้ว ก็ดำรงอยู่ในทศพิษราชธรรม และทรงอุปถัมภ์ประชาชนให้ได้รับความสุขทั่วหน้ากันต่อมา

 

 

โฆษณา



This entry was posted on วันอังคาร, ตุลาคม 18th, 2011 at 10:34 pm and is filed under วรรณคดีไทย. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. Both comments and pings are currently closed.

Comments are closed.